posttoday
สภาSME ชี้เครดิตเทอม 45 วัน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เปิดทางรายเล็กแข่งขันเป็นธรรม

สภาSME ชี้เครดิตเทอม 45 วัน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เปิดทางรายเล็กแข่งขันเป็นธรรม

03 ตุลาคม 2569

สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอีไทย ชื่นชม กขค. หลังประกาศใช้เครดิตเทอม 45 วัน มีผล 2 พ.ย. 2569 ชี้เป็นก้าวสำคัญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการรายเล็ก

KEY

POINTS

  • สภาเอสเอ็มอีชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ประกาศใช้มาตรการกำหนดเครดิตเทอมไม่เกิน 45 วันสำหรับธุรกิจทั่วไป และ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร โดยจะมีผลบังคับใช้ 2 พ.ย. 2569
  • มาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เอสเอ็มอีรายย่อยขาดอำนาจต่อรองและถูกบังคับให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านเครดิตเทอมที่ยาวนานเกินควร
  • เป้าหมายหลักคือการสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม ให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดและแข่งขันได้โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากอำนาจต่อรองที่แตกต่างกัน

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) โพสต์เฟซบุ๊ก Supree Thongpetch ระบุว่า ในที่สุดมาตรการเครดิตเทอม 45 วัน ก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจะเริ่มมีผลวันที่ 2 พ.ย. 2569 พร้อมชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ชุดปัจจุบัน ที่เปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไปอยู่ในกระบวนการกำหนดกติกาการแข่งขัน พร้อมยืนยันว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้แข็งแรงและยั่งยืน

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของเอสเอ็มอีไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินทุน แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคืออำนาจต่อรองที่ไม่เท่ากันในระบบเศรษฐกิจ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กต้องซื้อ ต้องขาย ต้องพึ่งพาช่องทางตลาด หรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่คู่ค้ารายใหญ่กว่าเป็นผู้กำหนดกติกา เอสเอ็มอีจำนวนมากแทบไม่มีทางเลือกในการต่อรอง

 

ดังนั้น สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องการไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือกติกาที่ทำให้คนตัวเล็กสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

 

ในฐานะประธานสภาเอสเอ็มอี ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า สภาเอสเอ็มอีสนับสนุนการทำงานของ กขค. และขอชื่นชมคณะกรรมการ กขค. ชุดนี้ ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการที่ กขค. ออกกฎหรือดำเนินคดีเป็นรายกรณี แต่คือการเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดของการกำกับการแข่งขัน จากเดิมที่มักพิจารณาว่าการแข่งขันเกิดขึ้นหรือไม่ วันนี้ต้องมองลึกลงไปอีกขั้นว่า การแข่งขันนั้นเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างที่เป็นธรรมหรือไม่

 

กรณีเครดิตเทอมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีจำนวนมากส่งสินค้าและให้บริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือในบางกรณียาวถึง 180 วัน เท่ากับเอสเอ็มอีกลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าโดยปริยาย

 

กขค. จึงเดินหน้าปรับกติกาจากแนวทางที่อาศัยความสมัครใจ ไปสู่การกำหนดกรอบเครดิตเทอมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี โดยเสนอกรอบสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน และธุรกิจการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน พร้อมกลไกบังคับใช้ตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ถือเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการช่วยเหลือระยะสั้น

 

เช่นเดียวกับกรณีแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าของเอสเอ็มอีจำนวนมหาศาล การกำกับการแข่งขันจึงไม่ควรมองเพียงเรื่องราคา แต่ต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขทางการค้า การจัดโปรโมชั่น การบังคับเข้าร่วมโครงการ อัลกอริทึม การจัดอันดับ การเข้าถึงข้อมูล ตลอดจน UX/UI และ Choice Architecture ที่สามารถสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการแข่งขันได้

 

กรณีที่ กขค. มีคำสั่งปรับทางปกครองบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด กว่า 3.47 ล้านบาท จากกรณีรายการส่งเสริมการขายที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าบนแพลตฟอร์ม จึงเป็นอีกสัญญาณสำคัญว่ากฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถเข้ามามีบทบาทกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มได้จริง

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอบคุณคณะกรรมการ กขค. คือการเปิดพื้นที่ให้เสียงจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานของ กขค. โดยการได้รับโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการของ กขค. ทำให้สามารถนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเชิงนโยบายและเชิงกติกาได้โดยตรง

 

บทบาทดังกล่าวไม่ใช่การเข้าไปเรียกร้องให้เอสเอ็มอีได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นการทำให้สนามแข่งขันกลับมาเป็นสนามแข่งขัน ธุรกิจใหญ่ควรแข่งขันได้ ธุรกิจใหม่ควรเติบโตได้ แพลตฟอร์มควรสร้างนวัตกรรมและทำกำไรได้ และเอสเอ็มอีก็ควรมีสิทธิที่จะเข้าสู่ตลาดและแข่งขันโดยไม่ถูกเอาเปรียบจากอำนาจต่อรองที่แตกต่างกันมากเกินไป ซึ่งเป็นหลักการของการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

จึงขอชื่นชมทั้งคณะกรรมการ กขค. และสำนักงาน กขค. ที่เริ่มรับฟังปัญหาจากตลาดจริงมากขึ้น และกล้าที่จะหยิบเรื่องที่มีความซับซ้อนและกระทบกับโครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นมาพิจารณา

 

ในระยะต่อไป อยากเห็น กขค. เดินหน้าในเรื่องที่ลึกกว่านี้อีก ไม่ว่าจะเป็นเครดิตเทอม แนวปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trading Practices) อำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัล การแข่งขันด้านอัลกอริทึม (Algorithmic Competition) สินค้าแบรนด์ของผู้ค้าปลีก (Private Label) การฝากขายสินค้า (Consignment) เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนพฤติกรรมทางการค้าที่เกิดจากความแตกต่างของอำนาจต่อรอง

 

เพราะภารกิจของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่การทำให้ทุกธุรกิจมีขนาดเท่ากัน แต่คือการทำให้ไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องแข่งขันอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

 

เชื่อว่าประเทศไทยไม่สามารถสร้างเอสเอ็มอีที่แข็งแรงได้ด้วยการแจกเงิน อุดหนุนสินเชื่อ หรือจัดโครงการช่วยเหลือไปเรื่อย ๆ หากโครงสร้างตลาดยังทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก

 

รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้เอสเอ็มอีชนะ แต่รัฐมีหน้าที่ทำให้เอสเอ็มอีมีโอกาสชนะได้ และนั่นคือเหตุผลที่สภาเอสเอ็มอีพร้อมสนับสนุนการทำงานของ กขค. ในทุกเรื่องที่นำประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่การแข่งขันเกิดขึ้นจริง และความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงหลักการที่เขียนอยู่ในกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถสัมผัสได้ในตลาดจริง

 

ข่าวล่าสุด

กรมชลฯ ยันเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสัก ยังจัดการได้ ไม่กระทบ กทม.

กรมชลฯ ยันเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสัก ยังจัดการได้ ไม่กระทบ กทม.