
กรมชลฯ ยันเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสัก ยังจัดการได้ ไม่กระทบ กทม.
กรมชลฯ เผยน้ำที่สถานีวัดน้ำ จ.นครสวรรค์ เริ่มลด เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที ขณะที่จุดวัดน้ำก่อนเข้า กทม. อยู่ที่ 2,382 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าระดับกระทบคันกั้นน้ำ เร่งพร่องน้ำรับฝนระลอกใหม่
KEY
POINTS
- กรมชลประทานยืนยันว่าการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
- ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครยังต่ำกว่าระดับที่จะส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของ กทม.
- มีการเร่งพร่องน้ำในระบบคลองและบริหารจัดการจราจรน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่และลดผลกระทบ
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการและจัดจราจรน้ำในระบบชลประทาน เพื่อควบคุมและกระจายการระบายน้ำให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยยืนยันว่าการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ขณะที่เร่งพร่องน้ำในระบบคลอง เตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่
ปัจจุบัน (3 ต.ค. 2569) ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลง หลังปริมาณน้ำสูงสุดผ่านไปแล้ว ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานติดตามปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาและฝนที่ตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจังหวะการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในระดับสูง กรมชลประทานทยอยระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อพร่องน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ โดยจะปรับการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงศักยภาพของระบบระบายน้ำด้านท้าย
สำหรับปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะไหลมาบรรจบกันก่อนผ่านสถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดวัดน้ำก่อนไหลผ่านกรุงเทพมหานคร โดยเช้าวันนี้มีปริมาณน้ำเฉลี่ยประมาณ 2,382 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าระดับที่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของ กทม. ซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานได้บริหารจัดจราจรน้ำผ่านระบบคลองและอาคารชลประทาน เพื่อกระจายและชะลอปริมาณน้ำ รวมถึงพร่องน้ำในระบบล่วงหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทานบูรณาการร่วมกับ กทม. จังหวัดปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการน้ำผ่านคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองชายทะเล โดยจัดจังหวะการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้สอดคล้องกับศักยภาพระบบระบายน้ำในแต่ละช่วง
พื้นที่ตอนบนใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตช่วยเร่งระบายน้ำและตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ส่วนพื้นที่ตอนกลางบริหารจัดการผ่านคลองแสนแสบ คลองประเวศ และสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้อง ขณะที่พื้นที่ตอนล่างเร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล รวมถึงสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทย โดยพิจารณาจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลงประกอบ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลระยะนี้ คือ ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมในพื้นที่ เนื่องจากน้ำฝนที่ตกในเขตเมืองจะเข้าสู่ระบบระบายน้ำโดยตรง แตกต่างจากน้ำที่ระบายจากเขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ และพื้นที่ริมตลิ่ง
จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนที่ช่วงวันที่ 8-9 ต.ค. ฝนมีแนวโน้มลดลง และช่วงวันที่ 11-14 ต.ค. มีแนวโน้มเกิดฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา
กรมชลประทานจึงเร่งใช้ช่วงที่ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง พร่องน้ำในระบบชลประทาน เพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ เพื่อรองรับฝนระลอกใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลติดตามพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ฝน ระดับน้ำ และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำและฝนอย่างต่อเนื่อง และปรับการบริหารจัดการและจัดจราจรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดการสะสมของน้ำและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล







