
“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก
รัฐบาลขับเคลื่อน สสว.ยุคใหม่ ปรับสู่หน่วยงาน Think Tank ลั่น ไม่ต้องทำโครงการเอง ต้องส่งต่องบประมาณให้แต่ละหน่วยที่ถนัด เปลี่ยนการวัดผลไม่ใช่แค่จำนวนผู้ร่วมงาน แต่ต้องวัดที่ยอดขายและการโตระดับโลก
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางในการขับเคลื่อน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2570 ว่า ได้มอบหมายให้ สสว. ปรับแนวทางการส่งเสริมจากเดิมแบบครอบจักรวาล สู่การพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงตามขนาด , อุตสาหกรรม และช่วงอายุธุรกิจ พร้อมทั้งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ SME ไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในระดับสากล
สสว.ต้องปรับบทบาทเป็นหน่วยงาน Think Tank หรือ คลังสมอง เพื่อจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจปัญหาโดยตรงของ SME ในแต่ละด้าน โดย สสว. จะลดบทบาทการทำโครงการเองโดยตรงลง
ขณะเดียวกันต้องทำหน้าที่ในบทบาทการมุ่งส่งเสริมให้สินค้าและบริการของ SME พัฒนาไปสู่ มาตรฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกทั้งในและต่างประเทศ และปรับการวัดผลการทำงานใหม่ จะไม่มีการวัดผลแบบเดิมที่ดูแค่จำนวนผู้เข้าชมงานหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น
สสว. จะกำหนดดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ สำหรับ ปี 2569 และปี 2570 โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ผู้ประกอบการ SME มีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ มีกระบวนการผลิตสินค้าที่ดีขึ้นหรือเปล่า สามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดและแหล่งเงินทุนที่จำเป็นได้จริงไหม และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปัจจุบันหรือไม่
รูปแบบการส่งเสริมต้องเปลี่ยนไปเน้นการสร้างขีดความสามารถให้ SME สามารถ พึ่งพาตัวเองได้เป็นหลัก แทนที่จะเน้นการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น
เป้าหมายระยะ 5 ปี ของรัฐบาลคือต้องการผลักดันและพัฒนาให้สัดส่วน GDP ของกลุ่ม SME เติบโตขึ้นไปแตะระดับ 40% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนต่างจากประเทศไทยอย่างมาก โดยจีน กลุ่ม SME มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศสูงถึง 60%
อินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ 60% เช่นเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 55% และสิงคโปร์ มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 48%
โดยประเทศไทย มีสัดส่วนอยู่ที่ 35% สะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนของไทยยังต่ำกว่าประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย SME ค่อนข้างมาก
กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนเพียง 0.4% ประมาณ 16,000 ราย สามารถสร้างรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของ GDP ประเทศ ในขณะที่กลุ่ม SME ที่มีสัดส่วนสูงถึง 99.6% ประมาณ 3.2 ล้านราย กลับสร้างรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่เพียง 35% เท่านั้น
ด้าน นางปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานสำคัญ โดยระบุว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 MSME สามารถขยายตัวได้ถึง 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6,606,631 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วน GDP SME ต่อ GDP รวมของประเทศมักทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34%–35% เนื่องจากมี SME ที่เติบโตจนมีรายได้เกินเกณฑ์และขยับสถานะขึ้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่
หากนำมูลค่ากลุ่มดังกล่าวกลับมารวมคำนวณ จะพบว่าสัดส่วน GDP SME ที่แท้จริงจะสูงถึง 37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของ SME มีมูลค่า 894,431.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สสว. เริ่มปรับบทบาทตัวเองไปเป็นผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชื่อมโยง มากขึ้น โดยเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐใน 14 กระทรวง (รวมกว่า 60 หน่วยงาน) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการส่งเสริม SME ทั้งสิ้นกว่า 200 โครงการ
โดยปีงบประมาณ 2570 สสว. ได้รับงบประมาณแผ่นดินประจำปีโดยตรงค่อนข้างจำกัด อยู่ที่ประมาณ 600 - 700 ล้านบาท และอาจใช้งบกองทุนเหมือนปีที่ผ่านมาอีก 1,500 ล้านบาท







