posttoday
“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก

“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก

09 กันยายน 2569

รัฐบาลขับเคลื่อน สสว.ยุคใหม่ ปรับสู่หน่วยงาน Think Tank ลั่น ไม่ต้องทำโครงการเอง ต้องส่งต่องบประมาณให้แต่ละหน่วยที่ถนัด เปลี่ยนการวัดผลไม่ใช่แค่จำนวนผู้ร่วมงาน แต่ต้องวัดที่ยอดขายและการโตระดับโลก

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางในการขับเคลื่อน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2570 ว่า ได้มอบหมายให้ สสว. ปรับแนวทางการส่งเสริมจากเดิมแบบครอบจักรวาล สู่การพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงตามขนาด , อุตสาหกรรม และช่วงอายุธุรกิจ พร้อมทั้งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ SME ไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในระดับสากล

 

สสว.ต้องปรับบทบาทเป็นหน่วยงาน Think Tank หรือ คลังสมอง เพื่อจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจปัญหาโดยตรงของ SME ในแต่ละด้าน โดย สสว. จะลดบทบาทการทำโครงการเองโดยตรงลง

 

ขณะเดียวกันต้องทำหน้าที่ในบทบาทการมุ่งส่งเสริมให้สินค้าและบริการของ SME พัฒนาไปสู่ มาตรฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกทั้งในและต่างประเทศ และปรับการวัดผลการทำงานใหม่ จะไม่มีการวัดผลแบบเดิมที่ดูแค่จำนวนผู้เข้าชมงานหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น

 

สสว. จะกำหนดดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ สำหรับ ปี 2569 และปี 2570 โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ผู้ประกอบการ SME มีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่  มีกระบวนการผลิตสินค้าที่ดีขึ้นหรือเปล่า สามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดและแหล่งเงินทุนที่จำเป็นได้จริงไหม และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปัจจุบันหรือไม่

 

รูปแบบการส่งเสริมต้องเปลี่ยนไปเน้นการสร้างขีดความสามารถให้ SME สามารถ พึ่งพาตัวเองได้เป็นหลัก แทนที่จะเน้นการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น 

 

เป้าหมายระยะ 5 ปี ของรัฐบาลคือต้องการผลักดันและพัฒนาให้สัดส่วน GDP ของกลุ่ม SME เติบโตขึ้นไปแตะระดับ 40% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนต่างจากประเทศไทยอย่างมาก โดยจีน กลุ่ม SME มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศสูงถึง 60%

 

อินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ 60% เช่นเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 55% และสิงคโปร์ มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 48%

 

โดยประเทศไทย มีสัดส่วนอยู่ที่ 35% สะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนของไทยยังต่ำกว่าประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย SME ค่อนข้างมาก

 

กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนเพียง 0.4% ประมาณ 16,000 ราย  สามารถสร้างรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของ GDP ประเทศ ในขณะที่กลุ่ม SME ที่มีสัดส่วนสูงถึง 99.6% ประมาณ 3.2 ล้านราย กลับสร้างรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่เพียง 35% เท่านั้น

 

“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก

 

ด้าน นางปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานสำคัญ โดยระบุว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 MSME สามารถขยายตัวได้ถึง 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6,606,631 ล้านบาท 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วน GDP SME ต่อ GDP รวมของประเทศมักทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34%–35% เนื่องจากมี SME ที่เติบโตจนมีรายได้เกินเกณฑ์และขยับสถานะขึ้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่  

 

หากนำมูลค่ากลุ่มดังกล่าวกลับมารวมคำนวณ จะพบว่าสัดส่วน GDP SME ที่แท้จริงจะสูงถึง 37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของ SME มีมูลค่า 894,431.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สสว. เริ่มปรับบทบาทตัวเองไปเป็นผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชื่อมโยง มากขึ้น โดยเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐใน 14 กระทรวง (รวมกว่า 60 หน่วยงาน) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการส่งเสริม SME ทั้งสิ้นกว่า 200 โครงการ

 

โดยปีงบประมาณ 2570 สสว. ได้รับงบประมาณแผ่นดินประจำปีโดยตรงค่อนข้างจำกัด อยู่ที่ประมาณ 600 - 700 ล้านบาท และอาจใช้งบกองทุนเหมือนปีที่ผ่านมาอีก 1,500 ล้านบาท 

ข่าวล่าสุด

“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก

“นภินทร” ปรับบทบาท สสว.สู่ คลังสมอง หนุนงบทุกหน่วยงาน ดัน SME สู่เวทีโลก