
กางบรรทัดฐานศาลฎีกา มัดคดีบล็อกโหวตเลือกสว.2567
ศาลฎีกาชี้ แผนจัดคนสมัครที่เริ่มก่อนวันเลือกตั้งยังเอาผิดได้ หากเชื่อมโยงถึงการจ่ายเงินและสั่งโหวต พร้อมเปิดหลักฐานมัดคดีใบดำ 10 ปี
KEY
POINTS
- ศาลฎีกามองเหตุการณ์ทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ชักชวนคนสมัคร จ่ายเงิน ติดต่อสั่งการ จนถึงผลลงคะแนน ไม่แยกวินิจฉัยเป็นช่วง
- คำให้การของผู้ร่วมเหตุการณ์รับฟังได้ เมื่อคลิปเสียง ข้อความไลน์ ประวัติการโทร และผลคะแนนช่วยยืนยันตรงกัน
- ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ 10 ปี หลังพบแผนจัดผู้สมัครเพื่อบล็อกโหวตให้เครือข่าย
คดีใบดำเปิดภาพขบวนการบล็อกโหวต
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 66/2567 ได้แสดงหลักที่ศาลใช้วินิจฉัยคดีจัดคนสมัครเพื่อควบคุมคะแนนในการเลือกสว.2567
คดีนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นผู้ร้อง กับนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์เป็นผู้คัดค้าน ศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี หรือที่เรียกว่า “ใบดำ”
ศาลวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านตกลง ร่วมมือ และสนับสนุนให้ผู้ประสานงานจัดหาบุคคลมาสมัคร สว. ในหลายกลุ่มอาชีพที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้สมัครกลุ่มนี้ไม่ได้มุ่งเข้าสู่ตำแหน่ง สว. แต่สมัครเพื่อให้มีสิทธิลงคะแนนแก่ผู้สมัครในเครือข่ายของผู้คัดค้าน เพื่อผลักดันบุคคลเป้าหมายให้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
จัดผู้สมัคร 5 คน จ่ายคนละ 4,500 บาท
ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังระบุว่า ผู้คัดค้านสนับสนุนเงินรวม 22,500 บาท แล้วมอบให้ผู้ประสานงานนำไปแบ่งแก่ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท เพื่อเป็นค่าสมัครและค่าใช้จ่าย
ผู้สมัครทั้ง 5 คนเบิกความสอดคล้องกันว่า มีผู้ติดต่อทาบทามและจ่ายเงินให้ โดยพวกเขาไม่ได้ตั้งใจสมัครเพื่อเป็น สว. แต่เข้ามาเพื่อใช้สิทธิเลือกตนเองและลงคะแนนไขว้ไปยังหมายเลขที่เครือข่ายกำหนด
พยานที่ร่วมเดินทางไปรับเงินยังยืนยันขั้นตอนนัดหมายและรับเงินสดจากบ้านของผู้คัดค้าน คำให้การเหล่านี้จึงเชื่อมเส้นทางเงินเข้ากับแผนจัดหาผู้สมัครโดยตรง
บรรทัดฐานแรก มองพฤติการณ์เป็นการกระทำต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของคำพิพากษาคือ ศาลฎีกาไม่แยกเหตุการณ์ออกเป็นช่วงสั้นๆ แต่ตรวจสอบพฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มพูดคุยจนถึงวันลงคะแนน
ก่อนคดีเข้าสู่ศาล คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน รวมถึงเลขาธิการ กกต. เคยเสนอให้ยกคำร้องถึง 3 ครั้ง โดยเห็นว่า การพูดคุยและให้คำแนะนำเรื่องสมัคร สว. เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2567
ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ก่อนพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว. และก่อนประกาศ กกต. ฝ่ายสืบสวนจึงมองว่าเป็นเพียงการให้ความรู้หรือเตรียมผู้สมัคร ซึ่งยังไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง
ศาลฎีกากลับตรวจสอบ ตั้งแต่การชักชวนคนสมัคร ส่งมอบเงิน ติดต่อทางโทรศัพท์ ส่งข้อความกำหนดหมายเลข ตลอดจนผลโหวตในระดับอำเภอและจังหวัด
แม้จุดเริ่มต้นของแผนเกิดก่อนประกาศเลือก สว. แต่ผู้เกี่ยวข้องยังเดินหน้าต่อเนื่องจนถึงวันลงคะแนน ศาลจึงมองว่าทุกเหตุการณ์เป็นกระบวนการเดียวกันและเกิดจากเจตนาทุจริตชุดเดียว
คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ผู้กระทำไม่อาจแยกช่วงเริ่มวางแผนออกจากเหตุการณ์ภายหลัง หากหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าแผนนั้นนำไปสู่การจ่ายเงิน จัดผู้สมัคร และควบคุมคะแนนในวันเลือกจริง
คลิปเสียงไม่พบร่องรอยตัดต่อ
หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ประสานงาน เนื้อหากล่าวถึงการจัดหาคนสมัครและเงินสนับสนุน โดยมีถ้อยคำช่วงหนึ่งว่า “ผมออฟเฟอร์ท่านไง”
เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบไฟล์เสียงแล้ว ไม่พบร่องรอยตัดต่อ ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์จึงช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของคลิปและหนุนคำให้การของกลุ่มพยาน
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ใช้คลิปเสียงเพียงชิ้นเดียวตัดสินคดี แต่พิจารณาร่วมกับข้อความไลน์ ประวัติการโทรศัพท์ ลำดับเหตุการณ์ และผลคะแนนจริง
เมื่อหลักฐานแต่ละชุดให้รายละเอียดสอดคล้องกัน คลิปเสียงจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่เชื่อมผู้คัดค้านเข้ากับแผนจัดคนสมัครและจ่ายเงิน
ข้อความไลน์ตรงกับหมายเลขและผลโหวต
ภาพถ่ายบทสนทนาทางไลน์แสดงข้อความนัดพบ ตรวจสอบสมาชิกในกลุ่ม และกำหนดหมายเลขที่ต้องลงคะแนน เช่น “กลุ่ม 3 ลงเบอร์ 6 สองคน” และ “กลุ่ม 11 ลงเบอร์ 1”
ข้อความเหล่านี้ตรงกับช่วงเวลาเลือกระดับอำเภอและจังหวัด อีกทั้งหมายเลขที่ระบุยังสอดคล้องกับผลคะแนนจริง ศาลจึงมองว่าไลน์เป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมและสั่งการระหว่างกระบวนการเลือก
นายกำพลปฏิเสธว่าบัญชีไลน์ดังกล่าวไม่ใช่ของตน และไม่สามารถตรวจข้อมูลย้อนหลังได้ แต่ไม่ได้แสดงข้อมูลจากบัญชีหรืออุปกรณ์ของตนเพื่อหักล้างหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง
ศาลจึงเห็นว่าคำปฏิเสธดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เมื่อเทียบกับข้อความไลน์ที่เชื่อมโยงกับพยานบุคคล วันเวลา หมายเลขผู้สมัคร และผลคะแนน
ประวัติการโทร 11 ครั้ง เชื่อมถึงวันเลือก
ข้อมูลการใช้โทรศัพท์พบว่า นายกำพลกับผู้ประสานงานติดต่อกัน 11 ครั้ง ระหว่างวันที่ 3-16 มิถุนายน 2567 ซึ่งครอบคลุมช่วงเลือก สว. ระดับอำเภอและจังหวัด
ทั้งสองฝ่ายติดต่อกันถี่ในวันเลือกระดับจังหวัด ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้การเรื่องประสานผู้สมัครและข้อความสั่งลงคะแนนตามหมายเลข
แม้ประวัติการโทรเพียงอย่างเดียวไม่บอกเนื้อหาสนทนา แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับคลิปเสียง ข้อความไลน์ และผลคะแนน ข้อมูลดังกล่าวช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายยังติดต่อกันในช่วงที่แผนกำลังเดินหน้า
คำซัดทอดรับฟังได้ เมื่อมีหลักฐานอื่นหนุน
พยานหลายคนในคดีมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ ทั้งผู้จัดหาคนและผู้สมัครที่รับเงิน ตามหลักพิจารณาคดี ศาลจึงต้องรับฟังคำซัดทอดของพยานเหล่านี้อย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม คำให้การไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีคลิปเสียงที่ไม่พบร่องรอยตัดต่อ ข้อความไลน์ ประวัติการโทร เส้นทางเงิน และผลลงคะแนนช่วยยืนยัน
เมื่อหลักฐานที่ตรวจสอบได้สนับสนุนรายละเอียดสำคัญ ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของผู้ร่วมเหตุการณ์ได้ แม้พยานเหล่านั้นจะมีส่วนอยู่ในแผนด้วยก็ตาม
ศาลยังพิจารณาว่า พยานไม่มีเหตุโกรธเคืองผู้คัดค้านเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงไม่พบแรงจูงใจให้หลายคนร่วมกันแต่งเรื่องเพื่อปรักปรำ
คำปฏิเสธลอยๆ หักล้างหลักฐานไม่ได้
อีกหลักสำคัญจากคำพิพากษาคือ เมื่อ กกต. แสดงหลักฐานหลายชุดที่เชื่อมโยงกัน ผู้คัดค้านต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาหักล้าง
การปฏิเสธว่าบัญชีไลน์ไม่ใช่ของตน หรืออ้างว่าหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ โดยไม่แสดงข้อมูลจากอุปกรณ์ บัญชีผู้ใช้ หรือพยานอื่นมาสนับสนุน ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ศาลยังตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้คัดค้านเชื่อว่ามีผู้สร้างคลิปเสียงหรือข้อมูลปลอมเพื่อกลั่นแกล้ง ก็ควรแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ปลอมหลักฐาน แต่ไม่ปรากฏว่าได้ทำเช่นนั้น
หลักนี้ไม่ได้ผลักภาระพิสูจน์ความผิดทั้งหมดให้ผู้คัดค้าน กกต. ยังต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเชื่อ แต่เมื่อหลักฐานเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ คำแก้ตัวก็ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับเช่นกัน
จากข้อเสนอให้ยกคำร้อง สู่ใบดำ 10 ปี
คดีนี้เผยความแตกต่างระหว่างวิธีพิจารณาของฝ่ายสืบสวน กกต. กับศาลฎีกาอย่างชัดเจน
ฝ่ายสืบสวนแยกพิจารณาเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ตั้งข้อสงสัยต่อที่มาของคลิปเสียง และมองว่ากลุ่มพยานอาจร้องเรียนเพราะไม่พอใจที่ไม่ได้ผ่านการเลือกระดับจังหวัด จึงเสนอให้ยกคำร้องถึง 3 ครั้ง
ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้งไม่เห็นด้วยและเสนอให้นำคดีขึ้นสู่ศาล ก่อนที่ศาลฎีกาจะนำหลักฐานทุกชิ้นมาต่อเป็นภาพเดียวกัน
ศาลวินิจฉัยว่า นายกำพลกระทำทุจริตในการเลือก สว. ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) ประกอบมาตรา 62 จึงสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี
หมุดหมายสำคัญของคดีเลือก สว.
คำพิพากษาคดี ลต สว 66/2567 แสดงให้เห็นว่า การพิสูจน์บล็อกโหวตไม่จำเป็นต้องพึ่งหลักฐานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่ต้องตรวจว่าหลักฐานทั้งหมดต่อกันเป็นเส้นทางเดียวได้หรือไม่
ในคดีนี้ เส้นทางเริ่มจากการจัดหาผู้สมัคร ต่อด้วยเงิน 22,500 บาท คลิปเสียง ข้อความสั่งโหวต ประวัติการโทร และผลคะแนนที่ตรงกับหมายเลขในแผน
เมื่อหลักฐานทุกส่วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นแผนจัดผู้สมัครเพื่อควบคุมคะแนนในการเลือก สว.
บรรทัดฐานจากคดีนี้จึงมีความหมายกว้างกว่าคดีของนายกำพล เพราะสามารถใช้เทียบเคียงกับคดีเลือก สว. อื่นที่มีข้อกล่าวหาเรื่องจัดตั้งผู้สมัคร สนับสนุนเงิน และสั่งลงคะแนนผ่านเครือข่ายได้ต่อไป
แหล่งที่มาประกอบ : คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง







