
25 ปี 9/11 ภัยคุกคามเปลี่ยนทิศ อเมริกันชนผวาคนในประเทศ มากกว่าภัยข้ามชาติ
25 ปีผ่านไปหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ภัยคุกคามเปลี่ยนทิศ โพลเผยอเมริกันชนหวาดวิตกกับภัยคุกคามจาก 'กลุ่มหัวรุนแรงในประเทศ' มากกว่ากลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ
KEY
POINTS
- ชาวอเมริกัน 33% มองว่าการก่อการร้ายในประเทศคือภัยคุกคามสูงสุด แซงหน้าการก่อการร้ายจากต่างชาติ (20%) ซึ่งพลิกผันจากสถิติเมื่อทศวรรษที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
- ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าสงครามที่สืบเนื่องจากเหตุ 9/11 ทั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก รวมถึงสงครามกับอิหร่านที่เพิ่งเปิดฉากเมื่อ 6 เดือนก่อน เป็นความสูญเสียที่ไม่คุ้มค่า
ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos เผย 25 ปีหลังโศกนาฏกรรม 9/11 ทัศนคติด้านความมั่นคงของชาวอเมริกันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบันประชาชนหวาดกลัวกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศและเหตุกราดยิง มากกว่าการก่อการร้ายจากต่างชาติ พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามยืดเยื้อและการสอดแนมโดยไร้หมายศาล
ตลอด 25 ปีนับจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (9/11) สหรัฐอเมริกาได้มุ่งเป้าเฝ้าระวังภัยคุกคามจากต่างชาติมาโดยตลอด แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันความกังวลของชาวอเมริกันได้เปลี่ยนทิศทางไปอย่างชัดเจน
ข้อมูลจากโพลของ Reuters/Ipsos ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม ระบุว่า เมื่อสอบถามชาวอเมริกันถึง "ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อความปลอดภัย" พบคำตอบดังนี้
- ร้อยละ 42 กังวลเรื่องการก่อเหตุรุนแรงแบบไม่เลือกหน้า (เช่น เหตุกราดยิง)
- ร้อยละ 33 มองว่าคือการก่อการร้ายในประเทศ (Domestic Terrorism)
- ร้อยละ 20 มองว่าคือการก่อการร้ายจากต่างชาติ
สัดส่วนนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเทียบกับผลสำรวจช่วงกลางปี 2013 ซึ่งในตอนนั้นชาวอเมริกันยังมองว่าภัยคุกคามจากต่างชาติ (ร้อยละ 28) น่ากลัวกว่าการก่อการร้ายในประเทศ (ร้อยละ 21)
นอกจากนี้ เมื่อเจาะลึกประเด็น "ภัยคุกคามจากอุดมการณ์หัวรุนแรง" ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 61 มองว่ากลุ่มหัวรุนแรงในประเทศคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่า ขณะที่มีเพียงร้อยละ 34 เท่านั้นที่ยังคงระบุว่าเป็นกลุ่มหัวรุนแรงจากต่างประเทศ
กระแสความกังวลต่อภัยคุกคามภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลพวงมาจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นหลักดังต่อไปนี้
- เหตุกราดยิงและอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime): เห็นได้จากโศกนาฏกรรมกราดยิงที่ไนต์คลับพัลส์ (Pulse) ในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2016 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 49 ราย ไปจนถึงการพุ่งเป้าทำร้ายกลุ่มคนผิวสี ชาวละตินอเมริกา และชาวยิวที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ความรุนแรงทางการเมือง: บรรยากาศทางการเมืองทวีความตึงเครียดอย่างหนัก จากความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ หลายต่อหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์กระสุนเฉี่ยวใบหูในปี 2024 และล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญชาวอเมริกันเมื่อเดือนกันยายนปี 2025 จากกรณีลอบยิง 'ชาร์ลี เคิร์ก' นักเคลื่อนไหวฝั่งอนุรักษนิยมจนเสียชีวิต ขณะกำลังขึ้นบรรยายในรัฐยูทาห์
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ชี้ให้เห็นว่า ชาวอเมริกันถึง 75% มองว่าเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ได้ทิ้งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หล่อหลอมให้คนอเมริกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
บาดแผลจาก 9/11 และความขัดแย้งกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจจะระบุว่าประชาชน 6 ใน 10 คน ยังคงสนับสนุนให้ใช้กำลังทหารตอบโต้หากประเทศถูกโจมตีครั้งใหญ่
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่า บรรดาสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ 9/11 นั้น "ไม่คุ้มค่า" กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นเลย
|
สมรภูมิสงคราม |
มองว่าไม่คุ้มค่า |
มองว่าคุ้มค่า |
|
สงครามอิรัก |
51% |
21% |
|
สงครามอัฟกานิสถาน |
48% |
21% |
แม้จุดยืนเรื่องความเบื่อหน่ายต่อสงครามที่ยืดเยื้อ จะเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญที่เคยส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ทว่าปัจจุบัน สหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขาได้เปิดฉากความขัดแย้งกับ "อิหร่าน" ล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว
ล่าสุดผลสำรวจชี้ว่า ชาวอเมริกันถึงร้อยละ 54 มองว่าสงครามครั้งนี้ได้ไม่คุ้มเสีย โดยมีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นด้านมาตรการป้องกันประเทศ ชาวอเมริกันร้อยละ 60 (และหากนับเฉพาะฐานเสียงพรรครีพับลิกันจะสูงถึงร้อยละ 80) ยังคงเชื่อมั่นว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยที่บังคับใช้หลังเหตุการณ์ 9/11 มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกันการโจมตีบนแผ่นดินสหรัฐฯ ได้
ความคิดเห็นต่อนโยบายความมั่นคงในมิติอื่นๆ
- ความปลอดภัยในสนามบิน: เสียงส่วนใหญ่ (ผู้สนับสนุนเดโมแครตร้อยละ 71 และรีพับลิกันร้อยละ 75) มองว่ามาตรการตรวจค้นที่เข้มงวดขึ้นเป็นสิ่งที่ "คุ้มค่า" กับความปลอดภัย แม้จะสร้างความไม่สะดวกสบายระหว่างการเดินทางบ้างก็ตาม
- การดึงเอกชนร่วมดูแลความปลอดภัย: กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48 คัดค้านแนวคิดของรัฐบาลทรัมป์ที่จะเปิดทางให้บริษัทเอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยในสนามบิน ขณะที่มีผู้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพียงร้อยละ 23
- สิทธิความเป็นส่วนตัว: ประชาชนมากถึงร้อยละ 65 คัดค้านการให้อำนาจหน่วยข่าวกรองสอดแนมข้อมูลการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีหมายศาล (ทั้งนี้ กฎหมายมอบอำนาจดังกล่าวซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2008 เพิ่งหมดอายุลงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลทรัมป์จะพยายามผลักดันให้ต่ออายุก็ตาม)
หมายเหตุ: ผลสำรวจนี้จัดทำโดย Reuters/Ipsos ผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทั่วประเทศจำนวน 1,167 คน โดยมีอัตราความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) อยู่ที่ 3-6%







