posttoday
ลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ ดันสภาพคล่องหมุนเวียน 2.5 หมื่นล้าน อุ้มธุรกิจรายย่อย

ลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ ดันสภาพคล่องหมุนเวียน 2.5 หมื่นล้าน อุ้มธุรกิจรายย่อย

13 สิงหาคม 2569

คลังลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ 75% เหลือ 0.0625% เปิดทางเพิ่มสภาพคล่อง ช่วยปรับโครงสร้างหนี้และปล่อยสินเชื่อใหม่ คาดเงินหมุนเวียนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทช่วย SME

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ของ 4 แบงก์รัฐ จาก 0.25% เหลือ 0.0625% ในปี 2569 เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง
  • เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้จะถูกนำไปใช้เป็นกลไกรองรับความเสี่ยง เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่แก่กลุ่มเปราะบางและธุรกิจรายย่อย (SMEs) ได้มากขึ้น
  • คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถสร้างวงเงินสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งการค้าโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ รัฐบาลเลือกใช้ “กลไกแบงก์รัฐ” เป็นอีกเครื่องมือในการเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินใส่เงินเข้าสู่ระบบโดยตรงทั้งหมด

 

ล่าสุด กระทรวงการคลังปรับ ลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) สำหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน

 

สำหรับการนำส่งเงินในปี 2569 จะคิดจากรอบวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2569 และแบ่งการนำส่งเป็น 2 งวด โดยงวดแรกสิ้นสุดเดือนมิถุนายน และงวดที่ 2 สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2569 แต่ละงวดนำส่งในอัตรา 0.03125% รวมทั้งปีอยู่ที่ 0.0625% หรือลดอัตราการนำส่งลง 75% จากอัตราปกติ

 

เงินนำส่งกองทุนฯ คืออะไร


 “เงินนำส่งกองทุนฯ” คือเงินที่แบงก์รัฐซึ่งรับเงินฝากจากประชาชนต้องนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อสะสมเป็นเงินสำรองสำหรับเสริมความมั่นคงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หากในอนาคตสถาบันการเงินมีปัญหาด้านฐานะการเงิน ต้องเสริมสภาพคล่อง เสริมฐานะ หรือเพิ่มทุน ก็สามารถใช้เงินจากกองทุนฯ เข้ามารองรับได้

 

SFIs เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ มีภารกิจแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยเน้นสนับสนุนนโยบายของรัฐและให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน กลุ่มฐานราก และผู้ประกอบการที่อาจเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ได้ยาก

 

ปัจจุบัน ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และธนาคารอิสลามฯ เป็น 4 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับเงินฝากจากประชาชน จึงมีหน้าที่นำส่งเงินเข้ากองทุนฯ

 

ข้อมูลจากรายงานความเสี่ยงทางการคลังของกระทรวงการคลัง ระบุว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 กองทุนฯ มีเงินสะสมประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 38,920 ล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2566 ดังนั้น ปัจจุบันคาดว่ากองทุนฯ จะมีเงินสะสมอยู่ในระดับประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท

 

ลดเงินนำส่ง 75% เงินส่วนต่างไปไหน


การลดอัตราเงินนำส่งจาก 0.25% เหลือ 0.0625% ไม่ได้หมายความว่า รัฐนำเงินงบประมาณก้อนใหม่ไปเติมให้แบงก์รัฐ แต่เป็นการลดต้นทุนที่แบงก์รัฐต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ ทำให้มีเงินส่วนต่างเหลืออยู่ในระบบมากขึ้น

 

หัวใจของมาตรการ จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้แบงก์รัฐมีต้นทุนลดลงเพียงอย่างเดียว แต่กระทรวงการคลังต้องการให้ต้นทุนที่ลดลงถูกส่งต่อไปยังประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ลูกหนี้รายย่อย กลุ่มเปราะบาง เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะรายย่อยและ SME ที่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนดำเนินงานสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

 

การนำสภาพคล่องไปใช้ทำได้หลายรูปแบบ ทั้ง การผ่อนปรนภาระชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การช่วยลูกหนี้ที่มีปัญหาสภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อใหม่ ให้กับผู้ประกอบการที่ยังมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจและชำระหนี้

 

แนวคิดสำคัญคือ หากลูกหนี้ยังมีศักยภาพ การช่วยลดภาระหนี้หรือเติมสภาพคล่อง จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ รักษาการจ้างงาน และกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ แทนที่ปัญหาสภาพคล่องจะลุกลามเป็นหนี้เสีย

 

เงินก้อนนี้ดันสภาพคล่องได้ 2.5 หมื่นล้านบาท


นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า การลดอัตราเงินนำส่งในปี 2569 เป็นการลดต้นทุนของแบงก์รัฐ ทำให้เงินที่เดิมต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ สามารถนำกลับมาใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 25,000 ล้านบาทไม่ใช่เงินงบประมาณที่รัฐบาลใส่เข้าสู่ระบบโดยตรง และไม่ใช่เงินก้อนที่รัฐบาลนำไปให้แบงก์รัฐ แต่เป็น “วงเงินสินเชื่อใหม่” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการนำต้นทุนที่ลดลงของแบงก์รัฐไปใช้เป็นกลไกลดความเสี่ยงด้านเครดิต

 

“เงินที่เดิมแบงก์รัฐต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ เมื่อได้รับการลดภาระลง จะถูกนำมาใช้รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อ หากในอนาคตสินเชื่อบางส่วนกลายเป็น NPL แบงก์รัฐจะมีกลไกชดเชยความเสียหายบางส่วน ทำให้รับความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ได้มากขึ้น และมีความมั่นใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ”


เน้น SME รายย่อยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายวินิจระบุว่า สินเชื่อใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จะเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทาง Reinvent Thailand ได้แก่ การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเหล่านี้

 

เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็น “สินเชื่อใหม่” สำหรับทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ แต่ไม่รวมการรีไฟแนนซ์ หรือการโอนหนี้ กล่าวคือ ต้องเป็นเงินใหม่ที่เข้าไปเพิ่มสภาพคล่องให้กิจการ ไม่ใช่การนำหนี้เดิมมาเปลี่ยนเจ้าหนี้

 

อีกเงื่อนไขหนึ่งคือ เป็นสินเชื่อที่ไม่ได้รับการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เนื่องจากกลไกที่นำมาใช้ในครั้งนี้เป็นการให้แบงก์รัฐใช้เงินส่วนต่างจากการลดเงินนำส่งเป็นเครื่องมือรองรับความเสียหายด้านเครดิตด้วยตัวเอง

 

ใช้เงินส่วนต่างเป็นกลไกชดเชย NPL

นายวินิจอธิบายว่า แบงก์รัฐทั้ง 4 แห่งจะนำส่วนต่างจากการลดเงินนำส่งมาใช้เป็นกลไกชดเชยความเสียหายด้านเครดิต เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสินเชื่อใหม่ที่อาจกลายเป็น NPL

 

แนวทางการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตจะเป็นลักษณะเดียวกันกับธนาคารพาณิชย์โครงการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะชดเชยเฉพาะสินเชื่อที่เข้าเงื่อนไข เช่น ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน และสินเชื่อนั้นต้องกลายเป็น NPL หลังพ้น 6 เดือนนับจากวันที่ลูกหนี้เริ่มเบิกใช้วงเงินครั้งแรก

 

ดังนั้น การปล่อยกู้แล้วเกิด NPL ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการชดเชยทันที แต่ต้องเป็น NPL ที่เข้าเงื่อนไขและผ่านระยะเวลาที่กำหนดก่อน

 

สำหรับอัตราชดเชยและฐานคำนวณวงเงินชดเชยของแบงก์รัฐ จะกำหนดไม่น้อยกว่าหรือสูงกว่ากรณีธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากลูกค้าของแบงก์รัฐมีความเปราะบางและเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่า

 

โจทย์สำคัญ เงินต้องถึง SME ที่ต้องการ

มาตรการนี้จะช่วยให้ SME ที่ยังมีศักยภาพ แต่ติดปัญหาสภาพคล่อง มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อประคองธุรกิจและเดินหน้าต่อได้ อย่างไรก็ตาม ผลจะขึ้นอยู่กับจำนวน SME ที่ต้องการสินเชื่อและผ่านเกณฑ์ รวมถึงแบงก์รัฐจะออกมาตรการได้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการหรือไม่

 

โจทย์สำคัญคือ ต้องทำให้สินเชื่อใหม่ไปถึงธุรกิจที่ต้องการเงินและยังมีศักยภาพชำระหนี้ เพื่อประคองกิจการ รักษาการจ้างงาน และไม่สร้างหนี้เกินกำลังผู้กู้

ข่าวล่าสุด

CP AXTRA เปิดตัว HAPPITAT ชูโมเดลใหม่โลกรีเทล "New Global Landmark of Happiness"

CP AXTRA เปิดตัว HAPPITAT ชูโมเดลใหม่โลกรีเทล "New Global Landmark of Happiness"