
"ลาซันย่า" ลบภาพจำสินค้าไทยราคาถูก สู่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ต่างชาติยอมรับ
ถอดแนวคิด "ชัญญา จรุงชัยนานนท์" พาธุรกิจครอบครัว 43 ปี สร้างชื่อแบรนด์ "ลาซันย่า (LASUNYA)" เฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์ แต้มต่อสู่ตลาดโลก
KEY
POINTS
- ถอดแนวคิด "ชัญญา จรุงชัยนานนท์" พาธุรกิจครอบครัว 43 ปี สร้างชื่อแบรนด์ "ลาซันย่า (LASUNYA)" เฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์
- ลบภาพสินค้าไทยราคาถูก พร้อมพิสูจน์งานฝีมือช่างไทย
- และใช้ Sustainability เป็นแต้มต่อสู่ตลาดโลก
ก่อนจะเป็นแบรนด์ "ลาซันย่า (LASUNYA)" ย้อนกลับไปตลอดเส้นทางราว 43 ปีที่ผ่านมา ลาซันย่า มีจุดกำเนิดจากการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทยที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย
แม้ชื่อจะไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคทั่วไป แต่ผลงานของโรงงานแห่งนี้กลับถูกส่งออกไปยังตลาดมาตรฐานสูง ทั้งเดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ในฐานะผู้รับผลิตและออกแบบเฟอร์นิเจอร์ (OEM และ ODM)
ธุรกิจแห่งนี้ก่อตั้งโดยคนรุ่นพ่อ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่สองอย่าง แก้ม-ชัญญา จรุงชัยนานนท์ และ ก้อง-ศุภฤทธิ์ จรุงชัยนานนท์ ร่วมกันต่อยอดกิจการครอบครัว จากเดิมที่เป็นเพียง "ผู้ผลิต" ให้กับแบรนด์ต่างประเทศ สู่การสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ของไทยในชื่อ LASUNYA พร้อมขยายตลาดในประเทศ ทั้งกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และสปาชั้นนำ
กติกาต่างชาติ บีบให้ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
ชัญญา เล่าว่า หัวใจของลาซันย่าไม่ใช่การผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงามเพียงภายนอก แต่คือความเชื่อที่ยึดถือมาตั้งแต่วันแรกว่า "ต่อให้ไม่มีใครเห็น เราก็จะทำให้ดีที่สุด" จึงให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่วัสดุภายในโซฟา โครงสร้าง ไปจนถึงส่วนใต้โซฟาที่ผู้ใช้งานแทบไม่มีโอกาสมองเห็น เพราะเชื่อว่าคุณภาพที่แท้จริงต้องอยู่ในทุกองค์ประกอบของชิ้นงาน
ตลอดหลายทศวรรษของการทำงานกับลูกค้าต่างประเทศ ลาซันย่าได้ซึมซับมาตรฐานการผลิตระดับโลกเข้ามาพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่าง ลูกค้าจากเดนมาร์ก กำหนดให้ช่างทุกคนต้องนำเข็มเย็บที่สึกหรือหักกลับมาคืนก่อนเบิกเข็มเล่มใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเศษเข็มหลงเหลืออยู่ในชิ้นงาน ถือเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ปลูกฝังความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของการผลิต
ขณะที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นกำหนดให้ใช้ E-Zero Wood ซึ่งเป็นวัสดุไม้ที่ผ่านมาตรฐานการปล่อยสารระเหยต่ำ เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ลาซันย่าจึงเลือกใช้วัสดุดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะส่งผลดีทั้งต่อช่างฝีมือ ผู้ใช้งาน และโลกในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีหลายมาตรฐานที่บริษัทเลือกทำด้วยตัวเอง แม้จะไม่มีลูกค้ารายใดกำหนด เช่น การเลือกใช้กาวสูตรน้ำ แทนกาวที่ใช้สารทำละลาย เพื่อลดการสัมผัสสารเคมีอันตรายและสารที่อาจก่อมะเร็ง สะท้อนแนวคิดที่มองว่า "คุณภาพ"
ไม่ได้หมายถึงความสวยงามหรือความทนทานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของผู้ผลิต ผู้ใช้งาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต
ยกช่างฝีมือให้เป็นหัวใจหลักของการสร้างแบรนด์
นอกเหนือจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ชัญญา เล่าต่อว่า ผลงานทุกชิ้น เกิดจากฝีมือช่างคนไทย ซึ่งเรามีช่างฝีมือเกือบ 40 คน ด้วยความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เรามีการสื่อสารเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจนค่ะ เวลาที่เราได้รับคำชม คำชมเหล่านั้นอ่ะ ก็จะถูกสื่อสารไปยังช่างฝีมือด้วย
เวลาที่เราได้รางวัลเราก็จะเฉลิมฉลองทุกอย่างด้วยกัน เวลาที่มีสื่อ มีช่างภาพมาที่โรงงาน เราก็เคยจ้างช่างแต่งหน้ามาแต่งหน้าให้ช่างฝีมือของเราทุกคนเลย เพราะเราก็อยากให้เขาได้มีโมเมนต์ในการมีส่วนร่วม ให้เขาได้มีภาพสวยหล่อติดกลับบ้าน ให้เขาได้มีความภาคภูมิใจในการทำงานที่นี่
“แก้มก็ได้เข้าใจค่ะ ว่าสิ่งที่พวกเราตั้งใจทำมาตลอดหลายสิบปี มันไม่ได้เป็นเพียงแค่การผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่มันคือการสร้างคุณค่า แล้วในวันนี้โลกก็ได้เรียกคุณค่านั้นว่า Sustainability”
ต่างชาติมองสินค้าแบรนด์ไทยราคาถูก
แม้ลาซันย่าจะสั่งสมประสบการณ์ในฐานะผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออกมานานกว่า 4 ทศวรรษ แต่สิ่งหนึ่งที่บริษัทต้องเผชิญมาตลอดคือ "ภาพจำ" ของสินค้าจากประเทศไทย
ชัญญา ยอมรับว่า ลูกค้าต่างชาติหลายรายมักมองว่า "สินค้าจากไทยต้องมีราคาถูก"
ทั้งที่ในความเป็นจริง โรงงานลงทุนกับคุณภาพ วัสดุ และมาตรฐานการผลิตไม่ต่างจากผู้ผลิตระดับโลก ทำให้บริษัทเริ่มตั้งคำถามว่า หากยังเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต คุณค่าที่แท้จริงของงานฝีมือไทยอาจไม่มีวันถูกมองเห็น
"เรามั่นใจในศักยภาพของช่างฝีมือไทย แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักเรา ไม่เคยเห็นโรงงาน ไม่เคยเห็นกระบวนการผลิต หรือไม่เคยสัมผัสคุณภาพของงาน แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่เราสร้าง"
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลาซันย่าตัดสินใจก้าวจากการเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง สู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง พร้อมมองหาวิธีพิสูจน์คุณภาพด้วย "ผลงาน" มากกว่าคำโฆษณา
ชัญญา เล่าว่า บริษัทไม่ต้องการเป็นฝ่ายบอกว่าตัวเองเก่ง เพราะเชื่อว่าคำพูดจากเจ้าของแบรนด์ย่อมมีน้ำหนักน้อยกว่าการได้รับการยอมรับจากบุคคลที่สาม จึงเริ่มลงทุนพัฒนางานออกแบบของตัวเอง จัดทำเฟอร์นิเจอร์ 4 คอลเลกชัน และส่งเข้าประกวดเวทีรางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศ
ผลลัพธ์ในครั้งแรกไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะทั้ง 4 คอลเลกชันไม่ได้รับรางวัลแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ความล้มเหลวนั้นกลับไม่ได้ทำให้บริษัทถอดใจ ตรงกันข้าม ลาซันย่ายังคงเดินหน้าพัฒนาผลงานและส่งเข้าประกวดอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าคุณค่าของงานฝีมือไทยจะได้รับการยอมรับในที่สุด หากไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
หลังจากผิดหวังจากการส่งผลงานเข้าประกวดหลายครั้ง ลาซันย่ายังคงเดินหน้าพัฒนางานออกแบบอย่างต่อเนื่อง ก่อนตัดสินใจส่งผลงาน Embroidery Collection เข้าชิง W.Design Award เวทีประกวดด้าน Product Design ระดับโลก ซึ่งเป็นเวทีเดียวกับที่แบรนด์ชั้นนำอย่าง Apple และ Ferrari ต่างเคยส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน
ผลลัพธ์ในปี 2022 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ Embroidery Collection คว้ารางวัลดังกล่าว ส่งให้ลาซันย่ากลายเป็น แบรนด์โซฟาแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลระดับโลกนี้
ชัญญา กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จ แต่เป็น "ภาษากลาง" ที่ช่วยสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ให้ผู้คนทั่วโลกเข้าใจได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงกระบวนการผลิตหรือคุณภาพของงานฝีมืออีกต่อไป
เบื้องหลังความสำเร็จของ Embroidery Collection อยู่ที่การนำเทคนิค Smocking หรือการจับจีบผ้าด้วยมือ ซึ่งเป็นทักษะจากอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ จนเกิดลวดลายอันโดดเด่นบริเวณพนักพิงโซฟา ถือเป็นการผสานศาสตร์จากสองอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการเฟอร์นิเจอร์
แนวคิด Sustainability คือสิ่งที่อยู่รอบตัว
ชัญญา กล่าวว่า หลังจากลาซันย่าสื่อสารจุดแข็งด้านงานฝีมือและสร้างแบรนด์ให้ชัดเจนมากขึ้น บริษัทก็เริ่มหยิบอีกหนึ่งสิ่งที่ทำมาตลอด แต่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง นั่นคือแนวคิดด้าน ความยั่งยืน (Sustainability) ออกมาถ่ายทอดอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมา หลายกระบวนการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยถูกนำมาใช้ในโรงงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ การใช้กาวสูตรน้ำ หรือการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างคุ้มค่า แต่ทั้งหมดเป็นเพียง "งานหลังบ้าน" ที่ลูกค้าแทบไม่เคยรับรู้
เมื่อบริษัทเริ่มสื่อสารเรื่องเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแรงขึ้น แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากลูกค้าที่มีคุณค่าและแนวคิดเดียวกัน
หนึ่งในนั้นคือการได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงานออกแบบระดับโลกที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี รวมถึงการร่วมงานกับ Banyan Tree Holdings ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมองหาพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน
นอกจากนี้ ลาซันย่ายังได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับ HARNN โดยนำเศษหนังที่เหลือจากการผลิตโซฟามาออกแบบเป็นรูปผีเสื้อ ใช้เป็นสายคล้องถุงหอมของ HARNN สะท้อนแนวคิดการเพิ่มคุณค่าให้วัสดุเหลือใช้ผ่านงานออกแบบ (Upcycling) และความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ไทยที่มีเป้าหมายเดียวกัน
สำหรับชัญญา บทเรียนสำคัญที่ได้รับคือ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงการทำสิ่งดี ๆ เพื่อโลกเท่านั้น แต่ยังเป็น "ภาษากลาง" ที่ทำให้ผู้คน องค์กร และแบรนด์ที่มีคุณค่าร่วมกันมองเห็นและเชื่อมโยงถึงกัน จนนำไปสู่โอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ
"ตั้งแต่นั้นมา Sustainability จึงไม่ได้เป็นเพียงงานหลังบ้านที่เราทำอย่างเงียบ ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของลาซันย่า และเป็นปัจจัยที่ช่วยให้แบรนด์ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้"
เธอกล่าวว่า หลายคนอาจคิดว่า เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ ต้องลงทุนมหาศาล เป็นเรื่องยุ่งยาก จริงๆ ไม่มีอะไรไกลตัวเลย อย่างเก้าอี้ในแบรนด์เรา บางตัวทำมาจากเศษหนังที่เหลือจากการทำโซฟา หรือแม้แต่เศษผ้า ก็เอามาทำเป็น accessories กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน ซึ่งมันก็ยากง่ายต่างกัน
"3C Framework" หลักคิดพาธุรกิจเดินหน้า
ทั้งนี้ ชัญญา กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำธุรกิจและการผลักดันองค์กรสู่ความยั่งยืน ทำให้บริษัทสรุปแนวทางการดำเนินงานออกมาเป็น "3C Framework" เพื่อใช้เป็นหลักคิดในการพัฒนาธุรกิจ ประกอบด้วย
C แรก คือ Customer การเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนมากขึ้น บริษัทจึงพูดคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเรียนรู้ว่ามาตรฐานหรือการรับรองด้านใดที่จะช่วยตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา ซึ่งทำให้เห็นว่า สำหรับลูกค้าหลายราย ความยั่งยืนไม่ใช่เพียง "ทางเลือก" แต่เป็นมาตรฐานที่ธุรกิจต้องมี
C ที่สอง คือ Core Value หรือการต่อยอดจากจุดแข็งขององค์กร โดยเลือกพัฒนาสิ่งที่สอดคล้องกับธุรกิจ กระบวนการผลิต และทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบลงทุนจำนวนมาก
C สุดท้าย คือ Communication การสื่อสารคุณค่าขององค์กรออกสู่ภายนอก เพราะหลายครั้งองค์กรมีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยบอกเล่าให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้ การสื่อสารอย่างชัดเจนจึงช่วยสร้างความเข้าใจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และทำให้คุณค่าที่องค์กรสร้างไว้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น
เส้นทาง 43 ปี อยากให้คนได้เห็นช่างฝีมือไทย
เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางกว่า 43 ปี ชัญญา ยอมรับว่า ทุกครั้งที่ได้นั่งบนโซฟาของลาซันย่า ภาพความทรงจำตั้งแต่วันที่บริษัทเป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิต (OEM และ ODM) ที่ไม่มีใครรู้จัก จนวันนี้ที่ผู้คนเริ่มจดจำแบรนด์ LASUNYA ได้ชัดเจนขึ้น จะย้อนกลับมาเสมอ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่การที่แบรนด์เป็นที่รู้จัก แต่คือการได้เห็น "ช่างฝีมือไทย" ผู้ทำงานอยู่เบื้องหลัง ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลก ผ่านผลงานที่เกิดจากความตั้งใจ ความประณีต และมาตรฐานที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ
"ที่ดีใจยิ่งกว่าคือ สิ่งที่เราทำมาตลอดโดยไม่เคยคิดว่าจะเป็นจุดขาย วันนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่โลกกำลังมองหา นั่นคือเรื่องความยั่งยืน"
ชัญญา กล่าวว่า แม้ลาซันย่าจะรับประกันโครงสร้างโซฟานาน 5 ปี แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถอยู่กับเจ้าของได้นานกว่านั้น เหมือนกับโซฟาตัวแรกของครอบครัวที่มีอายุกว่า 35 ปี แม้จะเปลี่ยนวัสดุหุ้มใหม่ไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่โครงสร้างยังคงแข็งแรงและยังถูกใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับเธอ นั่นคือภาพสะท้อนของความยั่งยืนที่จับต้องได้ เพราะความยั่งยืนอาจไม่ใช่การผลิตสินค้าใหม่ให้มากที่สุด แต่คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพียงพอจนไม่จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนทดแทนในเวลาอันรวดเร็ว







