posttoday
เสี่ยงหลุดเกมโลก! ธุรกิจครอบครัวไทยติดกับดักเดิม ไร้นวัตกรรมแม้โลกวิ่งสู่ AI เต็มสปีด

เสี่ยงหลุดเกมโลก! ธุรกิจครอบครัวไทยติดกับดักเดิม ไร้นวัตกรรมแม้โลกวิ่งสู่ AI เต็มสปีด

27 พฤศจิกายน 2568

PwC ชี้ยอดขายธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตเลขสองหลักลดลงเหตุปัจจัยเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ธุรกิจครอบครัวไทยเผชิญความท้าทายรอบด้านแม้ปรับกลยุทธ์สู่ยุคดิจิทัล ขณะที่การใช้งาน AI ยังต่ำกว่าทั่วโลก

KEY

POINTS

  • PwC ชี้ยอดขายธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตเลขสองหลักลดลงเหตุปัจจัยเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน
  • ธุรกิจครอบครัวไทยเผชิญความท้าทายรอบด้านแม้ปรับกลยุทธ์สู่ยุคดิจิทัล
  • การใช้งาน AI ในไทยต่ำกว่าทั่วโลก 

ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 12 ฉบับประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่จัดทำโดย PwC ร่วมกับศูนย์ John L. Ward Center for Family Enterprises ของ Kellogg School of Management มหาวิทยาลัย Northwestern

สำรวจผู้นำธุรกิจครอบครัวจำนวน 1,325 รายใน 62 ประเทศ และอาณาเขต รวมถึง 36 รายจากประเทศไทย พบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยได้รับผลกระทบจากสามเมกะเทรนด์หลัก ได้แก่

  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (69%)
  • พฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง (53%)
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามการค้าและเสถียรภาพในประเทศ (44%)

อมรรัตน์ เพิ่มพูนวัฒนาสุข

นางสาว อมรรัตน์ เพิ่มพูนวัฒนาสุข หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจครอบครัว และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวไทยกำลังเจอบททดสอบอย่างหนักจากแรงกดดันจากเมกะเทรนด์สำคัญๆที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ปีที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวไทยบางส่วนยังเติบโตได้ในระดับตัวเลขสองหลัก

แต่ธุรกิจอีกจำนวนไม่น้อยที่ยอดขายลดลง สถานการณ์นี้มีทั้งโอกาสและอุปสรรค ธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวและความเข้าใจเชิงกลยุทธ์จึงจะอยู่รอดได้

รายงานล่าสุดระบุว่า ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดแนวทางการเติบโตแบบมั่นคงในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปตามกรอบอนุรักษนิยมของธุรกิจครอบครัว โดยยังขาดความตื่นตัวในการปฏิรูปธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจากแนวโน้มทั่วโลกที่มีความกระตือรือร้นมากกว่า (ทั่วโลก 3% มีการขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงปฏิวัติ)

ขณะเดียวกัน มีธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 11% เท่านั้นที่ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนในการผลักดันนวัตกรรมอย่างจริงจัง และมีการทบทวนกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในยุคใหม่

ธุรกิจครอบครัวไทยยังคงให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีและ AI ต่ำกว่าทั่วโลก

แม้ทั่วโลกจะตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ในการผลักดันธุรกิจ แต่ธุรกิจครอบครัวไทยกลับให้ความสำคัญต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน

โดยผลสำรวจพบว่า มีเพียง 36% ของผู้บริหารที่มองว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ เทียบกับทั่วโลกที่ 65% 

ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยไม่ถึงหนึ่งในสาม (33%) ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลและการนำระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้จะเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้ (เทียบกับ 64% ทั่วโลก) และมีเพียง 22% ที่ลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI (เทียบกับ 39% ทั่วโลก)

ปัจจุบันมีธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 3% ที่ทดสอบหรือใช้งาน AI หรือปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในองค์กร 

ความคล่องตัวและความไว้วางใจคือหัวใจสู่ความสำเร็จ

ทั้งนี้ ธุรกิจครอบครัวไทยที่สามารถปรับตัวตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มที่จะสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและบรรลุผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ โดย 44% ของธุรกิจกลุ่มนี้มียอดขายเติบโตเลขสองหลัก

อย่างไรก็ตาม มีเพียง 25% ของธุรกิจครอบครัวไทยที่ประเมินว่าตนเองมีความคล่องตัวในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง (เทียบกับ 34% ทั่วโลก) 

ในด้านการให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและความไว้วางใจ ผลสำรวจพบว่า 58% ของผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยระบุว่า การรักษาชื่อเสียงของธุรกิจครอบครัวนั้นมีความสำคัญมาก (เทียบกับ 78% ทั่วโลก) และ 44% มองว่าธุรกิจของพวกเขาได้รับความไว้วางใจและมีชื่อเสียงในสายตาของลูกค้า พนักงาน และคู่ค้ามากกว่าธุรกิจทั่วไป (เทียบกับ 74% ทั่วโลก) ขณะเดียวกัน 47% ยอมรับว่ามีความขัดแย้งภายในครอบครัวบ้างบางครั้ง (เทียบกับ 38% ทั่วโลก)

ข้อเสนอแนะสู่อนาคต: ปรับตัวเชิงกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน 

นางสาว อมรรัตน์ เน้นย้ำว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจครอบครัวไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับความคล่องตัวเชิงโครงสร้าง การลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล พร้อมกำหนดเป้าหมายธุรกิจที่ชัดเจน และวางแนวทางปกป้องชื่อเสียงควบคู่กับการสร้างความไว้วางใจในทุกมิติ เพื่อสร้างโอกาสใหม่และเสริมศักยภาพการแข่งขันในอนาคต 

“ในยุคที่เทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก ธุรกิจครอบครัวไทยจำเป็นต้องปรับวิสัยทัศน์และก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม เริ่มจากการปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวขึ้น แล้วต่อยอดด้วยการลงทุนในนวัตกรรม AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว ที่สำคัญควรกำหนดเป้าหมายธุรกิจให้ชัดเจน ดูแลชื่อเสียงขององค์กร และสร้างความไว้วางใจทั้งกับสมาชิกในครอบครัวและกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย การขับเคลื่อนกลยุทธ์เหล่านี้ ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง แต่ยังเปิดโอกาสและศักยภาพการแข่งขันใหม่ๆในอนาคตด้วย”

รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ประจำปี 2568 ของ PwC ได้ดำเนินการศึกษาทัศนคติของผู้นำธุรกิจครอบครัวจาก 62 ประเทศและอาณาเขต ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,325 ราย รวมทั้ง 36 รายจากประเทศไทย

โดยมีช่วงเวลาการสำรวจระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 17 มิถุนายน 2568 สำหรับกลุ่มตัวอย่างชาวไทย ธุรกิจที่เข้าร่วมมีรายได้ตั้งแต่ต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (31%) จนถึงธุรกิจที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (6%)

อุตสาหกรรมหลักของธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มการผลิตและยานยนต์ (28%) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (28%) ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากสาขาบริการทางการเงิน เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และอุตสาหกรรมอื่นๆ 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่