posttoday
วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

05 พฤศจิกายน 2569

งานวิจัย สวรส. เปิดช่องว่างระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พบผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงบริการประคับประคองเพียง 25% ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นเข้าถึงแค่ 7–10% ขณะที่ผู้ได้รับบริการส่วนใหญ่เข้าถึงเมื่อใกล้เสียชีวิต

การจากไปอย่างสงบ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดเกินความจำเป็น และมีโอกาสเลือกแนวทางการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตตามความต้องการของตนเอง เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยทุกคนควรเข้าถึงได้ แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยยังไม่ได้รับการดูแลที่ช่วยให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตมีคุณภาพ

 

งานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพียง 25% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น เช่น โรคไตวายเรื้อรังและโรคหัวใจล้มเหลว เข้าถึงบริการเพียง 7–10% เท่านั้น

 

ที่สำคัญ ผู้ป่วยจำนวนมากยังได้รับการดูแลเมื่อใกล้เสียชีวิตแล้ว ทำให้มีเวลาจำกัดในการบรรเทาความทุกข์ทรมาน เตรียมความพร้อมของครอบครัว และตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย

 

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของระบบสุขภาพไทย ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% และภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น โดยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567–2568 พบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นโรคเบาหวาน 10.6% หรือประมาณ 6.1 ล้านคน เพิ่มจาก 9.5% ในปี 2563

 

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

 

‘ตายดี’ คืออะไร และการดูแลแบบประคับประคองสำคัญอย่างไร?

การตายดี (Good Death) ในบริบทของการดูแลสุขภาพ หมายถึง การที่บุคคลได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในช่วงท้ายของชีวิต มีการบรรเทาความเจ็บปวดและอาการทุกข์ทรมาน ได้รับการดูแลด้านจิตใจ สังคม และความเชื่อตามความต้องการ รวมถึงมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาและสถานที่ที่ต้องการรับการดูแล ภายใต้ข้อจำกัดทางการแพทย์และบริบทของแต่ละบุคคล

 

การตายดีจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องเสียชีวิตที่บ้าน หรือปฏิเสธการรักษาทั้งหมด แต่เป็นการเคารพคุณค่าและความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งมุ่งบรรเทาความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายแรง ทั้งอาการปวด หอบเหนื่อย ความวิตกกังวล และปัญหาด้านจิตใจหรือสังคม โดยสามารถเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะแรกของการเจ็บป่วย ควบคู่กับการรักษาโรคตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอจนผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้าย

 

อีกองค์ประกอบสำคัญคือการวางแผนดูแลล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ป่วย ครอบครัว และทีมรักษาเข้าใจตรงกันว่า ผู้ป่วยต้องการรับการรักษาแบบใด และต้องการหลีกเลี่ยงการรักษาใดเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต  ทั้งนี้ แนวคิดการตายดีและการดูแลประคับประคองไม่ใช่เรื่องเดียวกับการุณยฆาต แต่เป็นการดูแลเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานและเคารพความต้องการของผู้ป่วยภายใต้กรอบการรักษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

วิจัยพบผู้ป่วยเข้าถึงบริการน้อยและล่าช้า ส่วนใหญ่ได้รับการดูแลเมื่อใกล้เสียชีวิต

อ.นพ.ภาณุวิชญ์ แก้วกำจรชัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย เครือข่ายวิจัย สวรส. เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “การพัฒนานโยบายการอภิบาลระบบ การเงินการคลัง และรูปแบบการจัดบริการแบบประคับประคองที่เหมาะสมในภาครัฐและภาคเอกชน” ภายในเวทีเสวนาสาธารณะ “ก้าวต่อไปเพื่อคนไทยตายดี: ข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการดูแลประคับประคอง และการดูแลระยะท้ายในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569

 

งานวิจัยดังกล่าวพบข้อจำกัดสำคัญของระบบดูแลแบบประคับประคองในประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่

  1. การเข้าถึงบริการที่น้อยและล่าช้า
  2. ระบบการดูแลที่ไม่ต่อเนื่อง
  3. การกระจายทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย

 

ในประเด็นการเข้าถึงบริการ พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงบริการเพียง 25% ขณะที่ผู้ป่วยโรคอื่น เช่น โรคไตวายเรื้อรังและโรคหัวใจล้มเหลว เข้าถึงบริการเพียง 7–10%  นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่ได้รับบริการ มีเพียง 11% ที่เข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองในช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ส่วนที่เหลือได้รับบริการเมื่อใกล้เสียชีวิตแล้ว

การได้รับบริการล่าช้าทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาเตรียมความพร้อมจำกัด ทั้งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การจัดการอาการไม่สุขสบาย การตัดสินใจเลือกแนวทางรักษา และการวางแผนค่าใช้จ่ายในการดูแล  ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ระบบดูแลประคับประคองตั้งแต่ระยะแรกยังช่วยให้ทีมรักษาและครอบครัวสามารถพิจารณาความเหมาะสมของการรักษาแต่ละประเภท เพื่อลดบริการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการดูแลของผู้ป่วย

 

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

 

 

ทรัพยากรกระจุกตัวในโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยต้องการการดูแลที่บ้าน

งานวิจัยยังพบว่า ระบบการดูแลแบบประคับประคองของไทยขาดความต่อเนื่องระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลใกล้บ้าน และบริการในชุมชน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การส่งต่อผู้ป่วย การจัดหายา และอุปกรณ์ทางการแพทย์   ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจำนวนมากจึงต้องรับบริการประคับประคองจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ทั้งที่บริการบางส่วนสามารถจัดให้ผู้ป่วยได้รับจากโรงพยาบาลใกล้บ้าน ชุมชน หรือที่บ้านได้

 

ปัญหาสำคัญอีกด้านคือการกระจายงบประมาณและทรัพยากร โดยแม้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการดูแลแบบประคับประคอง แต่ยังมีข้อจำกัดในการเบิกจ่ายสำหรับกิจกรรมบางประเภท เช่น การประชุมครอบครัว (Family Meeting) เพื่อให้ผู้ป่วย ญาติ และทีมรักษาร่วมกันทำความเข้าใจอาการและกำหนดแผนดูแล  ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายยังต้องพึ่งพาความพร้อมของโรงพยาบาล บุคลากร และทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกัน

 

 

เสนอ 8 แนวทางปรับระบบดูแลระยะท้าย ให้เข้าถึงได้ไม่ขึ้นอยู่กับฐานะ

อ.นพ.ภาณุวิชญ์ ระบุว่า งานวิจัยได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย 8 ประเด็น เพื่อพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ได้แก่

  1. พัฒนาเส้นทางการดูแลที่ต่อเนื่อง ให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค พร้อมระบบประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง
  2. ปรับระบบจ่ายค่าบริการ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและช่วงการดูแล ไม่จำกัดอยู่เพียงรูปแบบบริการในโรงพยาบาล
  3. พัฒนามาตรฐานสถานดูแลและ Hospice หรือสถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อกำกับคุณภาพและสร้างความชัดเจนระหว่างบริการดูแลกับการรักษาพยาบาล
  4. สนับสนุนการวางแผนดูแลล่วงหน้า ทั้ง Advance Care Plan (ACP) และพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
  5. พัฒนากำลังคนด้านการดูแลประคับประคอง ทั้งบุคลากรวิชาชีพและผู้ดูแลอื่น ๆ รวมถึงทักษะ ค่าตอบแทน และมาตรการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ
  6. เพิ่มการเข้าถึงยาโอปิออยด์ เช่น มอร์ฟีน เพื่อบรรเทาอาการปวดและหอบเหนื่อยอย่างเหมาะสม ภายใต้ระบบกำกับดูแลที่สมดุล
  7. สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งระบบสุขภาพ ระบบสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชน
  8. พัฒนาระบบข้อมูลและการกำกับติดตามร่วมกัน โดยกำหนดชุดข้อมูลขั้นต่ำและเปิดเผยข้อมูลความครอบคลุมและความเหลื่อมล้ำผ่านระบบติดตามสาธารณะ หรือ Equity Dashboard

 

“เรายอมรับในโมเดลการดูแลที่หลากหลาย แต่อย่างน้อยต้องมีฐานที่เหมือนกัน การกำกับดูแลต้องมีคุณภาพ กำลังคนต้องมีทั้งที่เป็นวิชาชีพหรือไม่ใช่วิชาชีพ การเงินการคลังต้องพร้อมสนับสนุน ไม่ใช่การจะได้รับบริการต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐานะ เรื่องยาต้องเข้าถึงได้ เพราะเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาอาการเจ็บปวดและหอบเหนื่อย”

 

อ.นพ.ภาณุวิชญ์ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริการให้มีมาตรฐานและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยกล่าวว่า

 

“เราต้องไม่ปล่อยให้คุณภาพชีวิตในช่วงสุดท้ายของประชาชนต้องขึ้นอยู่กับน้ำใจ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เงินบริจาค หรือการตีความระเบียบเฉพาะพื้นที่อีกต่อไป”

 

 

พินัยกรรมชีวิตอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากครอบครัวเห็นต่างเรื่องการรักษา

หนึ่งในอุปสรรคของการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายคือความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยต้องการรับการดูแลแบบประคับประคอง แต่สมาชิกในครอบครัวต้องการให้ดำเนินการรักษาต่อด้วยวิธีอื่น

 

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร จากเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม สะท้อนว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการการดูแลแบบประคับประคอง แต่ครอบครัวอาจเห็นต่างและเลือกให้เข้าสู่กระบวนการรักษาต่อ แม้ผู้สูงอายุจะเคยทำพินัยกรรมชีวิตไว้แล้วก็ตาม  จึงเสนอให้ผู้สูงอายุและสมาชิกในครอบครัวพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันล่วงหน้า เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan: ACP) ที่ทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายการรักษาตรงกัน

 

สำหรับ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นเอกสารที่บุคคลสามารถจัดทำไว้ล่วงหน้า เพื่อแสดงความประสงค์ไม่รับบริการสาธารณสุขบางประเภทที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่วย ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550  ส่วน Advance Care Plan (ACP) เป็นกระบวนการพูดคุยและวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมรักษา เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย

 

การทำ ACP จึงช่วยให้ครอบครัวเข้าใจเจตนาของผู้ป่วย และช่วยให้ทีมรักษานำความต้องการดังกล่าวไปประกอบการดูแลได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ได้หมายความว่าการมีสมาชิกครอบครัวไม่เห็นด้วยเพียงคนเดียวจะทำให้ Living Will ที่ถูกต้องตามกฎหมายหมดผลโดยอัตโนมัติ

 

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

 

 

อย. เผยโรงพยาบาลส่งข้อมูลความต้องการยาเพียง 60% เสี่ยงจัดหามอร์ฟีนไม่เพียงพอ

อีกประเด็นสำคัญคือการเข้าถึงยาบรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะยาในกลุ่มโอปิออยด์ เช่น มอร์ฟีน ซึ่งมีบทบาทในการบรรเทาอาการปวดรุนแรงและอาการหอบเหนื่อยของผู้ป่วยระยะท้าย

 

ภก.สัญชัย จันทร์โต รองผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า อย. พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบดูแลแบบประคับประคอง ทั้งการพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบ การกำกับการใช้ยา และการจัดหารูปแบบยาที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน อย. ต้องคาดการณ์ปริมาณยาที่ต้องจัดหาในปีถัดไปจากข้อมูลความต้องการของโรงพยาบาล แต่มีโรงพยาบาลเพียงประมาณ 60% ที่ส่งข้อมูลกลับมา ทำให้การประเมินความต้องการใช้ยาอาจไม่ครบถ้วน

 

หากความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นระหว่างปี โดยเฉพาะมอร์ฟีนสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย อาจเกิดความเสี่ยงที่ปริมาณยาจัดหาไม่เพียงพอ

 

อย. จึงเสนอให้พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้สามารถประเมินความต้องการใช้ยา วางแผนการจัดหา และกระจายยาได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

 

 

สวรส. เตรียมผลักดันข้อเสนอเข้าสู่ระบบนโยบาย เสนอใช้กลไกสภาและซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า งานวิจัยควรถูกนำไปใช้พัฒนาระบบบริการจริง โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ระบบกำกับดูแล รูปแบบการให้บริการ และกลไกการจ่ายเงินที่เหมาะสม

 

สวรส. จึงเตรียมจัดทำคู่มือเชิงนโยบายที่ระบุบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สปสช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อย. สำนักงาน ป.ป.ส. สภาวิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และผู้ให้บริการเอกชน  พร้อมเชื่อมโยงนักวิจัยกับผู้กำหนดนโยบายผ่านเวทีหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) และกลไกความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย หรือแนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา

 

นอกจากนี้ สวรส. จะพยายามผลักดันให้การดูแลแบบประคับประคองเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดระบบสุขภาพปฐมภูมิ และเตรียมส่งข้อเสนอพร้อมคู่มือเชิงนโยบายให้คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข เพื่อนำไปใช้ประกอบการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะเดียวกัน เวทีเสวนายังมีข้อเสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล การดูแลทางสังคม กฎหมาย งบประมาณ และบริการในชุมชน ซึ่งหลายประเด็นเกินขอบเขตอำนาจของหน่วยงานระดับปฏิบัติเพียงหน่วยงานเดียว.

 

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

 

ข่าวล่าสุด

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!

วิจัยเผย คนไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ‘ตายดี’ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกว่า 75%!