
ส่องกลไกทุนหนุน HealthTech สัญชาติไทย พางานวิจัยออกสู่ตลาด!
NIA กางรายละเอียดกลไกทุนหนุน HealthTech สัญชาติไทย ผ่านการขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมการแพทย์ 7 แห่ง ระบบทุนใน NIA Venture และ SPEAR H
KEY
POINTS
- NIA หนุนธุรกิจสุขภาพผ่าน Mandatory Innovation, NIA Venture และ SPEAR H ตั้งแต่พัฒนาเทคโนโลยีจนถึงขยายตลาด
- เพิ่มเครื่องมือจากการให้ทุนสู่การร่วมลงทุน พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการและเชื่อมโอกาสทดสอบนวัตกรรมในสถานพยาบาล
- เชื่อมเครือข่ายย่านนวัตกรรมการแพทย์ 7 แห่ง สอดคล้องกับโครงการ Siam Medica ของกระทรวง อว.
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ หรือ HealthTech ผ่านกลไกเงินทุน การร่วมลงทุน และการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริงและขยายตลาดเชิงพาณิชย์
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยในงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่า การผลักดันนวัตกรรมสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินที่สอดคล้องกับระดับการพัฒนาและความพร้อมของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงการเข้าถึงทุนเพื่อขยายธุรกิจ
หนุนทุนพัฒนาเทคโนโลยี ควบคู่การร่วมลงทุน
NIA ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศผ่าน Mandatory Innovation ครอบคลุมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีเสมือนจริง และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
ขณะเดียวกัน ยังพัฒนากลไก NIA Venture เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการลงทุนให้ธุรกิจที่มีศักยภาพ และดำเนินโครงการ SPEAR H: HealthTech Accelerator เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดนวัตกรรมสู่ตลาด
สำหรับกรอบ NIA Venture ที่หน่วยงานเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 วางแนวทางใช้เงินทุนภาครัฐกระตุ้นการลงทุนจากเอกชน ผ่านการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้น 3 รูปแบบ ได้แก่
- PE Trust สัดส่วนร้อยละ 40 สำหรับร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่ระยะ Series A ไปจนถึงการเตรียมเข้าสู่ตลาดทุน
- Holding Company สัดส่วนร้อยละ 30 สำหรับลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือเอกชน รวมถึงการสมทบกองทุนอื่น เพื่อเพิ่มช่องทางสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม
- Corporate Co-funding สัดส่วนร้อยละ 30 สนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA สำหรับธุรกิจระยะ Seed ถึง Series A โดยธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
เป้าหมายคือเติมช่องว่างทางการเงินและแบ่งรับความเสี่ยง เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมมากขึ้น
SPEAR H เร่งธุรกิจพร้อมขาย เชื่อมตลาดและแหล่งทุน
การสนับสนุน HealthTech ของ NIA ยังครอบคลุมการเตรียมผู้ประกอบการให้พร้อมนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ ผ่านโครงการ SPEAR H: HealthTech Accelerator ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายพันธมิตร
โครงการถูกออกแบบเพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับการนำไปใช้จริง ทั้งด้านการทดสอบทางคลินิก การเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและกฎระเบียบ การพัฒนาโมเดลธุรกิจ และการเชื่อมต่อกับนักลงทุน โดยมีเป้าหมายลดระยะเวลาที่นวัตกรรมต้องใช้ก่อนเข้าสู่ตลาด
กระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการประกอบด้วยการเรียนรู้เชิงลึก การให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคนิค และการทดลองใช้งานจริง หรือ Pilot Testing ผ่านเครือข่ายสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เพื่อให้ผู้พัฒนาได้รับข้อเสนอแนะเชิงคลินิกและปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์
NIA ยังระบุถึงการเตรียมความพร้อมผ่านกลไก Regulatory Sandbox และการเชื่อมผู้ประกอบการกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนกระบวนการตั้งแต่การทดสอบ การขึ้นทะเบียน ไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์ พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและ Demo Day ให้ผู้ประกอบการนำเสนอเทคโนโลยีต่อพันธมิตรและนักลงทุน
สำหรับโครงการรอบปี 2569 เปิดรับธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลและมีผลิตภัณฑ์หรือบริการพร้อมจำหน่าย โดยพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่เริ่มมีรายได้แล้ว การสนับสนุนที่ประกาศไว้มีทั้งทุนทดสอบตลาด 20,000 บาท และโอกาสเข้าสู่กระบวนการ Fast Track เพื่อรับการพิจารณาทุน NIA สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งต้องผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา ไม่ใช่เงินที่ผู้เข้าร่วมทุกรายได้รับโดยอัตโนมัติ
การเชื่อมตลาดมีตัวอย่างจากการนำผู้ประกอบการในโครงการ 12 รายเข้าร่วมงาน World Health Expo 2026 Bangkok เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อพบคู่ค้า นักลงทุน และเครือข่ายสุขภาพต่างประเทศ
ทั้งนี้ นวัตกรรมที่นำเสนอครอบคลุมตั้งแต่ชุดตรวจแอนติเจนเชื้อไวรัสเดงกี่ การตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลสำหรับมะเร็งสมอง ชุดตรวจยืนยันหมู่เลือด ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพและระบบ AI วิเคราะห์อาหาร เป็นต้น
เชื่อมเครือข่ายผ่านย่านนวัตกรรมการแพทย์ 7 แห่ง
อีกส่วนของระบบสนับสนุนคือ “ย่านนวัตกรรมการแพทย์” ซึ่งใช้ความพร้อมของพื้นที่ที่มีโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยเป็นฐานเชื่อมความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมและนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย เครือข่ายย่านนวัตกรรมการแพทย์ 7 แห่ง ได้แก่ โยธี ศิริราช กังสดาล สวนดอก ลาดกระบัง จุฬาฯ และสงขลา
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ โพสต์ทูเดย์ ถึงแนวทางพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์ว่า ที่ผ่านมา การลงทุนในย่านนวัตกรรมกว่า 11,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานในส่วนของโรงพยาบาลรามาธิบดี โดย NIA มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวคิดและรวบรวมหน่วยงานในระบบนิเวศให้เข้ามาสนับสนุนโครงการ เพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุขของไทย และส่งเสริมให้มีพื้นที่สำหรับพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ในอนาคต
ทั้งนี้ สำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ หัวใจสำคัญคือการเชื่อมมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐให้ทำงานร่วมกัน เกิดการแบ่งปันทรัพยากรและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้คุ้มค่า แทนการลงทุนแยกส่วนซึ่งอาจทำให้งบประมาณถูกใช้ซ้ำซ้อน
บทบาทของ NIA จึงครอบคลุมการออกแบบแนวคิดและรวบรวมหน่วยงานในระบบนิเวศให้เข้ามาสนับสนุนโครงการ เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับพัฒนานวัตกรรมการแพทย์และนำไปใช้ประโยชน์ในระบบสาธารณสุข
สำหรับการคัดเลือกนวัตกรรมหรือสตาร์ตอัปที่จะสนับสนุน จะพิจารณาจากโจทย์จริงของโรงพยาบาลในย่าน หรือศักยภาพในการต่อยอดออกสู่ตลาด ผ่านโปรแกรม 4G ของ NIA โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเข้าสู่พื้นที่ทดสอบนวัตกรรม หรือ Sandbox เพื่อให้เทคโนโลยีได้รับการทดลองและพัฒนาต่อในบริบทการใช้งานจริง
บริหารความเสี่ยงแบบพอร์ต วัดทั้งธุรกิจและประโยชน์ต่อสังคม
ดร.กริชผการะบุว่า การสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ต้องยอมรับว่ามีทั้งโครงการที่สำเร็จและไม่สำเร็จ จึงใช้แนวทางบริหารแบบพอร์ตโฟลิโอ ควบคู่กับหลัก “Fail Fast, Fail Cheap” หรือการเรียนรู้ให้เร็วและจำกัดต้นทุนของความล้มเหลว พร้อมประเมินความคุ้มค่าด้วยผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ SROI
การประเมินความสำเร็จของย่านนวัตกรรมจึงครอบคลุมทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและธุรกิจ เช่น การจ้างงานใหม่ เงินลงทุนจากเอกชนและนักลงทุนร่วมลงทุน รายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในพื้นที่ ตลอดจนจำนวนสตาร์ตอัปและวิสาหกิจฐานนวัตกรรมที่ตัดสินใจเข้ามาขยายธุรกิจ
อีกตัวชี้วัดคือจำนวนงานวิจัยและธุรกิจนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุน และสามารถนำมาทดสอบหรือต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริงในพื้นที่ เพื่อสะท้อนว่าย่านนวัตกรรมสร้างเส้นทางจากองค์ความรู้ไปสู่การใช้งานได้มากน้อยเพียงใด
แผน 3–5 ปี เชื่อมข้อมูลสุขภาพ–ผลักดันรัฐเป็นผู้ใช้รายแรก
สำหรับแผนระยะกลาง 3–5 ปี ดร.กริชผการะบุถึงการผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาลและสถาบันต่าง ๆ ในย่าน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปด้าน AI และเทคโนโลยีเชิงลึกในการพัฒนาระบบวินิจฉัยและการแพทย์แม่นยำ
อีกแนวทางคือผลักดันมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในพื้นที่ย่านนวัตกรรม เพื่อให้โรงพยาบาลรัฐสามารถจัดซื้อหรือใช้นวัตกรรมไทยที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้ว ช่วยสร้างประวัติการใช้งานจริง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการขยายตลาดในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี เพื่อดึงดูดบริษัทด้านยา เครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาร่วมกับโรงเรียนแพทย์ในพื้นที่
ความร่วมมือที่ต้องการส่งเสริมมีทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ การทดลองทางคลินิกร่วมกับโรงพยาบาล การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนผ่านการฝึกปฏิบัติงานในบริษัท เพื่อเชื่อมการเรียนรู้กับความต้องการของอุตสาหกรรม
เป้าหมาย 5–10 ปี จากผู้ซื้อสู่ผู้ส่งออกเทคโนโลยี
ในระยะยาว 5–10 ปี เป้าหมายคือเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ยา และเทคโนโลยีราคาแพง โดยให้ย่านนวัตกรรมเป็นฐานพัฒนาเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด กระดูกเทียมพิมพ์สามมิติเฉพาะบุคคล และซอฟต์แวร์ AI สำหรับวินิจฉัยโรค
นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันวิสาหกิจฐานนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่เติบโตจากย่านให้ขยายตลาดสู่อาเซียนและระดับโลก เพื่อเพิ่มบทบาทประเทศไทยในการส่งออกเทคโนโลยีการแพทย์ พร้อมพัฒนาย่านนวัตกรรมให้เป็นจุดหมายของบุคลากรทักษะสูง ทั้งแพทย์ นักวิจัย วิศวกรชีวการแพทย์ และผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีตัวชี้วัด ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และระเบียบต่างกัน รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้การจัดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมบางประเภทต้องผ่านกระบวนการที่ใช้เวลา และอาจกระทบต่อโอกาสทางธุรกิจ
....
ทั้งนี้ แนวทางทั้งหมดดังกล่าวสอดคล้องกับ “Siam Medica” โครงการเรือธงของกระทรวง อว. ที่มุ่งผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์ ผ่านการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และการนำงานวิจัยไปลงทุนและใช้ประโยชน์จริง โดย NIA สนับสนุนผู้ประกอบการและการต่อยอดเทคโนโลยีสู่ตลาด







