
“โรคหัด” ในสหรัฐฯ คร่าชีวิต 2 รายแรกปีนี้! เพนซิลเวเนียตายครั้งแรกรอบ 35 ปี
สหรัฐฯ เผชิญ “โรคหัด” ระบาดหนัก ล่าสุดรัฐเพนซิลเวเนียพบผู้เสียชีวิต 2 รายแรกของประเทศในปีนี้ และเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่รัฐมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัด ท่ามกลางอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กที่ลดลง
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ พบผู้เสียชีวิตจากโรคหัด 2 รายแรกของปี 2569 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย โดยทั้งคู่ไม่ได้รับวัคซีน และเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่รัฐมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัด
- อัตราการฉีดวัคซีน MMR ในเด็กสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 95% โดยเด็กอนุบาลทั่วประเทศได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ราว 92.7% ขณะที่พื้นที่พบผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่เพียง 87.6% เปิดช่องให้โรคหัดกลับมาแพร่ระบาด
- สำหรับประเทศไทย งานวิจัยล่าสุดพบความครอบคลุมของวัคซีนอยู่ที่ราว 90.1% ต่ำกว่าเป้าหมาย 95% ขณะที่ไทยเคยพบผู้เสียชีวิตจากหัด 6 รายในปี 2567
สถานการณ์ “โรคหัด” ในสหรัฐอเมริกากลับมาน่ากังวลอีกครั้ง หลังจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 35 ปี ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคหัดแล้ว 2 ราย ท่ามกลางอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กที่ลดลง
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุขรัฐเพนซิลเวเนียยืนยันผู้เสียชีวิตจากโรคหัด 2 ราย ทั้งคู่อาศัยอยู่ใน Lancaster County และไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด
ทั้งสองรายนับเป็น ผู้เสียชีวิตจากโรคหัด 2 รายแรกของสหรัฐฯ ในปี 2569 และเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนียมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัด โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2534
สหรัฐฯ ป่วยหัด 2,777 ราย สูงสุดในรอบ 35 ปี
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ระบุว่า สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดยืนยันแล้ว 2,777 ราย สูงกว่าจำนวนผู้ป่วย 2,289 รายตลอดทั้งปี 2568 และเป็นจำนวนผู้ป่วยรายปีสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534
เฉพาะรัฐเพนซิลเวเนียพบผู้ป่วยแล้ว 393 ราย กระจายใน 28 เขตทั่วรัฐ หลังการระบาดเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ เคยประกาศกำจัดโรคหัดได้สำเร็จเมื่อปี 2543 ซึ่งในทางสาธารณสุขหมายถึง ไม่มีการแพร่เชื้อต่อเนื่องภายในประเทศเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน ที่ผ่านมาผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มจากการติดเชื้อในต่างประเทศและนำเชื้อกลับเข้าสหรัฐฯ ก่อนเกิดการแพร่ต่อในกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน
ทำไม “หัด” ถึงกลับมาระบาด?
หนึ่งในปัจจัยที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจับตาคือ อัตราการฉีดวัคซีน MMR ในเด็กที่ลดลง
วัคซีน MMR ป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดยการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มสามารถป้องกันโรคหัดได้ประมาณ 97%
แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า เด็กอนุบาลทั่วสหรัฐฯ ได้รับวัคซีน MMR ครบตามเกณฑ์ประมาณ 92.7% ต่ำกว่าระดับ 95% ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดโอกาสเกิดการระบาด
ในรัฐเพนซิลเวเนีย เด็กอนุบาลได้รับวัคซีน MMR ครบ 2 เข็มประมาณ 93.2% แต่ใน Lancaster County ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบผู้เสียชีวิตล่าสุด ตัวเลขลดลงเหลือเพียง 87.6%
แม้คนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับวัคซีน แต่หากมีบางชุมชนที่คนไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่รวมกันจำนวนมาก ก็สามารถเปิดช่องให้เชื้อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
ทำไมต้องกลัว “โรคหัด”? 1 คนแพร่ต่อได้ 12-18 คน
เหตุผลที่โรคหัดต้องการอัตราการฉีดวัคซีนสูงมาก เป็นเพราะหัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดในโลก
โรคหัดสามารถแพร่เชื้อได้ประมาณ 1 : 12-18 คน หมายความว่า ในกลุ่มประชากรที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคหัดเพียง 1 คนสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้เฉลี่ย 12-18 คน และหากผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย มีโอกาสติดเชื้อสูงถึงประมาณ 90%
เชื้อหัดแพร่ผ่านอากาศจากการหายใจ ไอ หรือจาม และสามารถคงอยู่ในอากาศได้นานถึงประมาณ 2 ชั่วโมง หลังผู้ติดเชื้อออกจากบริเวณนั้นแล้ว
ความสามารถในการแพร่เชื้อระดับนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้มีประชากรได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดครบ 2 เข็มอย่างน้อย 95% เพื่อช่วยหยุดการแพร่ระบาดในชุมชน
ไม่ใช่แค่ “ไข้-ผื่น” แต่อาจมีอาการปอดอักเสบ สมองอักเสบ และเสียชีวิต
อาการของโรคหัดมักเริ่มจากมีไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง ก่อนจะมีผื่นขึ้นบริเวณศีรษะและลามลงมาตามร่างกาย
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้ แต่โรคหัดสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ตั้งแต่ หูอักเสบ ปอดอักเสบ ไปจนถึงสมองอักเสบ และในบางรายอาจเสียชีวิต
ข้อมูลของทางการเพนซิลเวเนียระบุว่า ผู้ป่วยหัดเกือบ 1 ใน 5 อาจต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และในผู้ป่วยทุก 1,000 คน อาจมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1-3 คน
นอกจากนี้ WHO ยังระบุว่า การติดเชื้อหัดสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยสร้างต่อเชื้อโรคชนิดอื่นลดลง ทำให้ผู้ที่เพิ่งหายจากหัดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่นเพิ่มขึ้นภายหลัง
โรคหัดหายไปนาน จนบุคลากรแพทย์จำนวนมากไม่เคยเจอผู้ป่วย
สำนักข่าวรอยเตอร์ ยังระบุอีกว่า อีกปัญหาของการกลับมาระบาดคือ โรคหัดถูกควบคุมในสหรัฐฯ มานานจน บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่เคยตรวจหรือรักษาผู้ป่วยโรคหัดจริงมาก่อน
กระทรวงสาธารณสุขเพนซิลเวเนียระบุว่า ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปีนี้ รัฐต้องจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 1,000 คน เพื่อให้สามารถสังเกตอาการ วินิจฉัย และรับมือกับผู้ป่วยโรคหัดได้
นอกจากนี้ รัฐยังเปิดจุดฉีดวัคซีนชั่วคราวแล้ว 91 แห่ง ฉีดวัคซีน MMR มากกว่า 4,100 โดสในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 40 แห่ง
เฉพาะเดือนกรกฎาคม มีประชาชนในเพนซิลเวเนียได้รับวัคซีน MMR มากกว่า 35,000 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 โดสจากเดือนปกติ สะท้อนความพยายามสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่กลุ่มประชากรที่ยังมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดไม่เพียงพอ
ไทยก็ยัง "ฉีดไม่ครอบคลุมประชากร"
สำหรับประเทศไทย งานวิจัยล่าสุดของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พบว่า
ไทยมีความครอบคลุมของวัคซีนหัดประมาณ 90.1% ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 95%
ขณะที่การสำรวจตัวอย่างจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบกลุ่มอายุ 14 - 31 ปี มีระดับภูมิคุ้มกันเพียง 27-46% จนเกิดข้อเสนอให้พิจารณาวัคซีนหัดเข็มที่ 3 สำหรับประชากรอายุ 10-40 ปี
นอกจากนี้ ไทยเคยเผชิญการระบาดในปี 2567 ซึ่ง WHO รายงานผู้ป่วยยืนยัน 3,255 ราย และ เสียชีวิต 6 ราย
ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อโรคหัดพบได้น้อยลง บุคลากรทางการแพทย์มีโอกาสพบผู้ป่วยจริงน้อยลง จึงอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้าได้หากเกิดการระบาดขึ้นอีก.







