
Thailand Focus 2026 ดึงฟันด์โฟลว์ทะลัก 7 หมื่นล้าน หนุนไทยเข้าเรดาร์โลก
ตลาดหุ้นไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวในเวที Thailand Focus 2026 หลัง Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าสุทธิเฉียด 70,000 ล้านบาท ดัชนีพุ่งเกือบ 30% ท่ามกลางความหวังเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายตลาดทุนเดินหน้าเชิงรุก ลุยจั๊มพ์พลัส เปิดทาง New Economy จนถึงเกมเชื่อมตลาดทุนอาเซียน-จีน
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวในเวที Thailand Focus 2026 หลัง Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าสุทธิเฉียด 70,000 ล้านบาท
- ดัชนีพุ่งเกือบ 30% ท่ามกลางความหวังเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายตลาดทุนเดินหน้าเชิงรุก
- ลุยจั๊มพ์พลัส เปิดทาง New Economy จนถึงเกมเชื่อมตลาดทุนอาเซียน-จีน
ตลาดหุ้นไทยกลับมาทวงคืนความคึกคักอีกครั้งในงาน Flagship ระดับภูมิภาคอย่าง Thailand Focus ปีนี้ ท่ามกลางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าสุทธิเกือบ 70,000 ล้านบาท พร้อมการปรับตัวบวกของตลาดหุ้นไทยที่พุ่งขึ้นใกล้ 30% เมื่อเทียบกับทั่วโลก
สะท้อนภาพการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน หลังผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเข้ามาสานต่อนโยบายอย่างต่อเนื่อง ก้าวข้ามความกังวล สู่บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง
หากย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา กำหนดการหลักของงานสัมมนาในตลาดทุนไทยมักวนเวียนอยู่กับเรื่องของกฎระเบียบและการบริหารความเสี่ยง แต่สำหรับปีนี้ ทิศทางได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การมองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตที่ประเทศไทยควรจะเป็นอย่างแท้จริง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีความกังวลจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านพลังงานและความผันผวนของราคาพลังงาน
แต่จากการชี้แจงแผนนโยบายรองรับอย่างเป็นระบบของรัฐบาล ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยอมรับและประกาศปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้นในที่สุด
และแม้ในปีนี้ปริมาณการเสนอขายหุ้น IPO จะค่อนข้างบางตาอันเนื่องมาจากภาวะตลาดที่ซบเซาในอดีต แต่ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้
โดยเฉพาะการเปิดทางให้กลุ่มธุรกิจยุคใหม่ หรือ New Economy เข้ามาระดมทุนได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ภายใต้หลักการเปิดเผยข้อมูลควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลความปลอดภัยของผู้ลงทุน
นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมมือกับ BOI เพื่อชักชวนบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยในการระดมทุนในอนาคต
“จั๊มพ์พลัส”มัดใจต่างชาติ
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุนต่างชาติคือโครงการ Jump+ (จั๊มพ์พลัส) ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีความชัดเจนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ แผนการเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า, หลักบรรษัทภิบาลที่ดี (Governance) และความยั่งยืน (Sustainability)
โดยในงาน Thailand Focus ครั้งนี้ มีบริษัทภายใต้โครงการจั๊มพ์พลัสเข้าร่วมนำเสนอข้อมูลแบบตัวต่อตัว (One-on-One) แก่นักลงทุนต่างชาติถึง 16 บริษัท
จับตา Foreign Limit แบงก์
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมยอดนิยม นักลงทุนสถาบันต่างชาติแสดงความสนใจในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นที่ชื่นชอบในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ทว่านักลงทุนต่างชาติผ่านทาง MSCI ได้สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับข้อจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Limit) ที่ปัจจุบันกำหนดเพดานรวมไว้ที่ 25% และห้ามเกิน 10% ต่อราย
โดยต่างชาติบางกลุ่มต้องการถือครองหุ้นสามัญปกติที่มีสิทธิ์ออกเสียงโหวต (Voting Rights) แทนที่จะลงทุนผ่านช่องทาง NVDR (Non-Voting Depositary Receipt) เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ยังไม่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องเน้นย้ำถึงเสถียรภาพระบบการเงินเป็นสำคัญ ทั้งนี้ อัสสเดช มองว่าข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญในการขวางกั้น Fund Flow เนื่องจากยังมีกลไก NVDR รองรับและหากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของธนาคารไทยยังคงแข็งแกร่งและจ่ายปันผลได้ดี นักลงทุนระยะยาว (Long-only) ที่มองภาพไกล 6-8 ปีพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับก้าวต่อไปในการเชื่อมโยงตลาดทุนไทยสู่ระดับสากล ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคมนี้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านการเชิญผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ในอาเซียนมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ โดยปัจจุบันมีโครงการที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่าง DR (Depositary Receipt) ร่วมกับสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเชิงลึกใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การระดมทุนแบบควบคู่สองตลาด (Dual Listing) เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) ร่วมกันของอาเซียน เพื่อทำหน้าที่เป็นกองกลางข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
- โครงการจัดตั้งดัชนีร่วมกับประเทศจีน (China-ASEAN Index) ในสัดส่วน 60:40 กล่าวคือ หุ้นจีน,ฮ่องกง 60% และอีก 40% อาเซียน,ไทย เพื่อรองรับเงินลงทุนนอกประเทศของรัฐบาลจีน (Outbound Fund) โดยมีเป้าหมายสุดท้ายในการพัฒนาออกมาในรูปแบบกองทุน ETF เพื่อความสะดวกในการซื้อขาย
ปลายทางของการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนในตลาดทุนไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การทำโรดโชว์ แต่หัวใจสำคัญคือ ผลประกอบการจริง และปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ของบริษัทจดทะเบียนที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในระยะยาว.







