
ดีป้าเร่งเกษตรดิจิทัล ดัน OTOD #3 สู่ Smart Agriculture มูลค่า 500 ล้าน
ดีป้าเผยผล OTOD #3 เดินหน้าสู่ Smart Agriculture ครอบคลุม 8 จังหวัด ผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน หนุนเกษตรกรใช้ดิจิทัลลดต้นทุน สร้างมูลค่า 500 ล้าน
KEY
POINTS
- ดีป้าดำเนินโครงการ OTOD #3 ใน 8 จังหวัด เพื่อผลักดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
- โครงการได้พัฒนาทักษะเกษตรกรกว่า 1,500 คน สนับสนุนกลุ่มชุมชนและสตาร์ทอัพ 363 ราย และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศเกษตรดิจิทัล
- คาดว่าโครงการจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท โดยเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติได้รับความสนใจสูงสุด
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ประกาศความสำเร็จโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3)
เดินหน้าผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเกษตร ครอบคลุม 8 จังหวัด พร้อมสร้างเครือข่ายเกษตรดิจิทัลที่เชื่อมโยงเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ
เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการเปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรรูปแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพผลผลิต
สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
ปั้นทักษะเกษตรดิจิทัล 8 จังหวัด
ตลอดการดำเนินโครงการ ดีป้าจัดกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day ใน 8 จังหวัด
ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรดิจิทัล เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่
กิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมพัฒนาทักษะเข้มข้นกว่า 1,500 คน ขณะที่การสร้างความตระหนักรู้ด้านเทคโนโลยีมีจำนวนมากกว่า 3.5 ล้านครั้งทั่วประเทศ
สะท้อนความสนใจของภาคเกษตรต่อการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว OTOD #3 ยังเปิดให้กลุ่มชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกเพื่อรับการสนับสนุน
มีผู้สมัครมากกว่า 1,000 ราย ก่อนคัดเลือกผู้ได้รับการสนับสนุน 2 กลุ่ม รวม 363 ราย
แบ่งเป็น d-community จำนวน 330 ราย สำหรับส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเกษตร และ d-startup จำนวน 33 ราย เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีการเกษตร ทั้งด้านการติดตั้ง ซ่อมบำรุง และดูแลเทคโนโลยีในพื้นที่
ระบบจัดการแปลงเกษตรมาแรง
ข้อมูลจากโครงการพบว่า เทคโนโลยีที่มีผู้สมัครเข้าร่วมสูงสุดคือระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ คิดเป็น 86% รองลงมาคือโดรนเพื่อการเกษตร 13% และแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ 1%
ขณะที่กลุ่มธุรกิจชุมชนที่ให้บริการด้านดิจิทัลมีความสนใจโดรนเพื่อการเกษตรมากที่สุด 67% ตามด้วยระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ 24% และแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ 9%
ดีป้าคาดว่า OTOD #3 จะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนว่าการนำเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนอุปกรณ์ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้จริงในภาคการเกษตร
เชื่อมเครือข่ายตั้งแต่เกษตรกรถึงผู้พัฒนาเทคโนโลยี
อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของโครงการคือการสร้างระบบนิเวศเกษตรดิจิทัล (Digital Agriculture Ecosystem) ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายในระดับพื้นที่
ระบบนิเวศดังกล่าวเชื่อมโยงเกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการดิจิทัล ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตรเข้าด้วยกัน เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไปใช้สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า OTOD #3 สะท้อนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเห็นการทำงานร่วมกันของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน
เครือข่ายดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทยในระยะยาว
ดร.ศุภกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ดีป้าจะเดินหน้าต่อยอดผลลัพธ์ของโครงการ โดยติดตามผลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในพื้นที่ ขยายเครือข่ายเกษตรดิจิทัลทั่วประเทศ พัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย และผลักดันต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้ขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และองค์ความรู้ด้านเกษตรดิจิทัลให้ครอบคลุมมากขึ้น
OTOD #3 จึงไม่ได้จบลงเพียงการสนับสนุนเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานเครือข่ายเกษตรดิจิทัลระดับประเทศ
มุ่งให้เทคโนโลยีเป็นมากกว่าเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ







