
เกณฑ์ อย.ใหม่ เข้มแพทย์ "รีวิวอาหาร-อาหารเสริม" ปชช.ใช้เช็คโฆษณาเกินจริงได้
เปิดรายละเอียดสำคัญ หลัง อย.ออกเกณฑ์คุมแพทย์รีวิวอาหาร-อาหารเสริม ผ่านโพสต์สรุปของ 'หมออิทธิพร' ออกโรงเตือนแพทย์ ส่วนผู้บริโภคใช้เช็กโฆษณาเกินจริงได้
พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569 เตือนแพทย์ที่รับเชิญบรรยาย ให้สัมภาษณ์ หรือจัดทำคอนเทนต์เกี่ยวกับอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต้องระมัดระวังไม่ให้เนื้อหาทางวิชาการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย พร้อมย้ำว่า แม้มีเจตนาให้ความรู้ แต่หากการนำเสนอทำให้ประชาชนเข้าใจว่าแพทย์รับรองผลิตภัณฑ์ ก็อาจถูกร้องเรียนต่อ อย. หรือแพทยสภาได้
เลขาธิการแพทยสภา ได้สรุปสาระสำคัญที่น่าสนใจ โดยสรุป ได้ดังนี้
1. แพทย์ให้ความรู้ทางวิชาการได้ แต่หากมีการแสดง ชื่อสินค้าโลโก้ ราคา โปรโมชั่น รหัสส่วนลด ช่องทางสั่งซื้อ หรือตัวแทนจำหน่ายร่วมอยู่ด้วย การบรรยายทางวิชาการอาจถูกนำไปประกอบการส่งเสริมการขายได้ แม้เนื้อหาที่แพทย์บรรยายจะถูกต้อง แต่เมื่อถูกนำไปวางรวมกับองค์ประกอบทางการค้า ความหมายโดยรวมอาจเปลี่ยนจากการให้ความรู้เป็นการโฆษณาอาหาร (อ้างอิง: ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569 ข้อ 3 และข้อ 7)
2. ไม่ควรกล่าวว่าอาหารหรืออาหารเสริมสามารถรักษาโรคได้ แพทย์ไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์สามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคได้ เว้นแต่เป็นข้อความที่กฎหมายอนุญาตโดยเฉพาะและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน ตัวอย่างข้อความที่ควรระมัดระวัง ได้แก่
“รักษาเบาหวาน”
“ลดความดันโลหิต”
“ลดไขมันในเลือด”
“ฟื้นฟูตับหรือไต”
“ป้องกันโรคหัวใจ”
“ฆ่าเซลล์มะเร็ง”
“รับประทานแล้วไม่ต้องใช้ยา”
แม้จะเติมคำว่า “ช่วย” “อาจช่วย” หรือ “มีส่วนช่วย” ก็ต้องพิจารณาความหมายโดยรวม หากเนื้อหายังทำให้เข้าใจว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์แทนการรักษาพยาบาลได้ ก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4 ข้อ 5 และบัญชีข้อความท้ายประกาศ)
3. แพทย์ไม่ควรรับรองผลลัพธ์อย่างแน่นอนหรือใช้ถ้อยคำโอ้อวด เช่น
“เห็นผลแน่นอน”
“ได้ผลทุกคน”
“ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์”
“ไม่มีผลข้างเคียง”
“ดีที่สุด”
“หายขาด”
“รับประกันผล”
ผลลัพธ์และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันตามอายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ภาวะสุขภาพ และปัจจัยเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรกล่าวรับรองผลโดยไม่มีเงื่อนไขหรือทำให้ประชาชนคาดหวังเกินความเป็นจริง (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4 ข้อ 5 และบัญชีข้อความท้ายประกาศ)
4. ระวังการใช้ความเป็นแพทย์เป็นเครื่องรับรองผลิตภัณฑ์ เช่น การใช้ชื่อ ภาพถ่าย เสียง ตำแหน่งทางวิชาการ สถานที่ทำงาน เครื่องแบบ หรือเสื้อกาวน์ของแพทย์ มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน จึงควรระมัดระวังมิให้สิ่งเหล่านี้ถูกนำไปจัดวางในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า
“แพทย์แนะนำ”
“แพทย์รับรอง”
“ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน”
“ผ่านการรับรองทางการแพทย์”
แม้แพทย์จะมิได้กล่าวรับรองผลิตภัณฑ์โดยตรง แต่หากภาพหรือคำพูดถูกนำไปวางคู่กับสินค้า โปรโมชั่น หรือลิงก์สั่งซื้อ ก็อาจทำให้ประชาชนเข้าใจไปในทางนั้นได้ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–7)
5. แพทย์ควรตรวจสอบการอ้างงานวิจัยให้ตรงกับผลิตภัณฑ์จริง การมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารอาหารหรือสารสกัดชนิดหนึ่ง มิได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกยี่ห้อที่มีสารชนิดนั้นจะให้ผลเช่นเดียวกัน ต้องพิจารณาว่า งานวิจัยทำในมนุษย์ สัตว์ทดลอง หรือในห้องทดลอง ปริมาณสารที่ใช้ตรงกับผลิตภัณฑ์หรือไม่ สูตรและกระบวนการผลิตเหมือนกันหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นใคร มีข้อจำกัดของการศึกษาอย่างไร ไม่ควรนำผลการศึกษาจากสารสกัดในขนาดสูง หรือการศึกษาในหลอดทดลอง มาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่จำหน่ายจะให้ผลเช่นเดียวกันในมนุษย์ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 7)
6. คำว่า “มีงานวิจัยรับรอง” ต้องมีรายละเอียดและตรวจสอบได้ ควรหลีกเลี่ยงคำกล่าวกว้าง ๆ เช่น
“มีงานวิจัยรับรอง”
“พิสูจน์แล้วว่าได้ผล”
“ผ่านการวิจัยทางการแพทย์”
“แพทย์ทั่วโลกยอมรับ”
หากไม่มีการระบุแหล่งข้อมูล วิธีการศึกษา ผลการศึกษา และข้อจำกัดอย่างเหมาะสม การให้ข้อมูลทางวิชาการควรนำเสนอทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง มิใช่เลือกเฉพาะผลการศึกษาด้านบวกเพื่อสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และต้องเป็นงานวิจัยมาตรฐาน ที่ อย. หรือองค์กรมาตรฐาน รับรองแล้ว (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 7 ว่าด้วยการให้ข้อมูลทางวิชาการ)
7. การเล่าประสบการณ์ส่วนตัวหรือกรณีผู้ป่วยก็ต้องระมัดระวัง ข้อความ เช่น
“ผมลองแล้วได้ผลดี”
“คุณแม่รับประทานแล้วแข็งแรงขึ้น”
“คนไข้ของผมใช้แล้วค่าเลือดดีขึ้น”
“ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาการดีขึ้น”
อาจถูกนำไปใช้เป็นคำรับรองผลของผลิตภัณฑ์ และทำให้ประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับผลเช่นเดียวกัน ประสบการณ์เฉพาะบุคคลไม่สามารถใช้แทนหลักฐานทางวิชาการ และผลที่เกิดขึ้นอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การรักษา ยา อาหาร การออกกำลังกาย หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–5 และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อความรับรองหรือข้อความที่อาจทำให้เข้าใจผิด)
8. ระวังภาพก่อนและหลัง รวมถึงการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ภาพก่อนและหลังอาจได้รับอิทธิพลจากแสง มุมกล้อง การแต่งภาพ ระยะเวลา อาหาร การออกกำลังกาย การรักษา หรือปัจจัยอื่น จึงไม่ควรนำมาใช้ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดจากผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว การกล่าวว่าผลิตภัณฑ์หนึ่ง “ดีกว่า” “เร็วกว่า” “แรงกว่า” หรือ “ปลอดภัยกว่า” ผลิตภัณฑ์อื่น ก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ตรงกับผลิตภัณฑ์ และตรวจสอบได้ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–5 และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อความเปรียบเทียบ)
9. การมีเลข อย. ไม่ได้หมายความว่าสามารถกล่าวอ้างได้ทุกอย่าง เลขสารบบอาหารแสดงว่าผลิตภัณฑ์ได้รับอนุญาตตามประเภทและรายละเอียดที่กำหนด แต่มิได้หมายความว่าได้รับอนุญาตให้กล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรค หรือกล่าวถึงคุณประโยชน์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับคุณภาพ คุณประโยชน์ หรือสรรพคุณของอาหารต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตโฆษณา ก็ต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่ (อ้างอิง: พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40–41 และประกาศฯ ข้อ 7–9)
10. สำหรับแพทย์ต้องขอดูสื่อฉบับสมบูรณ์ มิใช่ตรวจเฉพาะคำบรรยาย ก่อนอนุญาตให้นำภาพ เสียง หรือคำบรรยายไปเผยแพร่ ควรขอดูสื่อฉบับสุดท้ายทั้งหมด รวมถึง ภาพสินค้าและฉลาก พาดหัวหรือภาพหน้าปก ข้อความบนหน้าจอ คำบรรยายใต้ภาพ เสียงบรรยายเพิ่มเติม ราคาและโปรโมชั่น รหัสส่วนลด ลิงก์หรือช่องทางสั่งซื้อ ข้อความที่ปักหมุดใต้โพสต์เพราะแม้คำพูดของแพทย์จะถูกต้อง แต่ภาพและข้อความที่นำมาประกอบอาจทำให้ความหมายโดยรวมเปลี่ยนไป หรือเกิดคำกล่าวอ้างที่แพทย์มิได้เป็นผู้พูดเอง (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–5 และข้อ 8–9)
11. แพทย์ต้องกำหนดเงื่อนไขห้ามตัดต่อและนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก่อนให้สัมภาษณ์ บันทึกภาพหรือเสียง หรือส่งมอบเอกสารประกอบการบรรยาย ควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ห้ามตัดต่อให้เปลี่ยนความหมาย ห้ามเพิ่มเติมคำว่า “แพทย์แนะนำ” หรือ “แพทย์รับรอง” ห้ามนำคำพูดไปวางคู่กับโปรโมชั่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่น ห้ามส่งต่อสิทธิให้บุคคลที่สาม ต้องระบุช่องทางและระยะเวลาการเผยแพร่ แพทย์มีสิทธิขอให้แก้ไข ระงับ หรือลบสื่อที่ไม่ตรงกับข้อตกลง มาตรการเหล่านี้ช่วยป้องกันมิให้เนื้อหาวิชาการถูกตัดต่อหรือดัดแปลงจนกลายเป็นการส่งเสริมการขายหรือคำรับรองผลิตภัณฑ์ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–5 และข้อ 8–9)
12. แพทย์ควรเปิดเผยความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง หากกิจกรรมได้รับการสนับสนุนจากบริษัท หรือผู้บรรยายได้รับค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ของขวัญ หรือประโยชน์อื่น ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสม
การเปิดเผยผลประโยชน์มิได้ทำให้ข้อความที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นข้อความที่ถูกต้อง แต่ช่วยให้ผู้ฟังประเมินข้อมูลได้อย่างโปร่งใส และลดข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน เนื้อหาทางวิชาการควรอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้บรรยาย และไม่ควรถูกกำหนดหรือปรับเปลี่ยนโดยฝ่ายการตลาดจนเสียความเป็นกลาง (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 7 ประกอบหลักความโปร่งใสในการสื่อสารทางวิชาชีพ)
13. ต้องให้ข้อมูลข้อจำกัดและกลุ่มเสี่ยงอย่างครบถ้วน การให้ความรู้ไม่ควรกล่าวเฉพาะประโยชน์ แต่ควรกล่าวถึงข้อจำกัด ความเสี่ยง การแพ้อาหาร ปฏิกิริยากับยา และกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้มีโรคประจำตัวหลายโรค
การกล่าวเฉพาะข้อดีโดยละเว้นข้อจำกัดที่สำคัญ อาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดเกี่ยวกับประโยชน์และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (อ้างอิง: ประกาศฯ ข้อ 4–5 และข้อ 7)
เลขาธิการแพทยสภาระบุในตอนท้าย ว่า การป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าต้องชี้แจงหรือแก้ไขภายหลัง เพราะสิ่งที่ต้องรักษาไม่ได้มีเพียงความถูกต้องตามกฎหมาย แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนต่อวิชาชีพแพทย์ด้วย และ จะป้องกันการเกิด ทั้งคดีร้องเรียน ต่อ อย. และ คดีจริยธรรมโฆษณาต่อแพทยสภาได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ รายละเอียดดังกล่าว นอกจากเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแล้ว หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตรวจสอบการโฆษณาอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยหากพบการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรค รับรองผลแน่นอน ใช้ภาพแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในลักษณะชวนให้เข้าใจว่ารับรองผลิตภัณฑ์ หรืออ้างงานวิจัยโดยไม่สามารถตรวจสอบได้ ผู้บริโภคควรใช้ความระมัดระวัง และสามารถตรวจสอบว่าการโฆษณาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือไม่
รายละเอียดประกาศสำนักงานคณะกรรรมการอาหารและยาฉบับเต็ม







