
โซเชียลแห่ถาม "ปักปากกา" รีวิวด้วยดารา-อินฟลู ถูกกฎหมาย-สร้างมาตรฐานความงามผิด?
ไวรัลมาต่อเนื่องแล้วกับประเด็น "ปักปากกาลดน้ำหนัก" ในโซเชียล ที่มีการแห่ถามถึงการออกมารีวิวจาก ดารา-อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ว่าถูกกฎหมายและเป็นการสร้างมาตรฐานความงามที่ผิดหรือไม่
KEY
POINTS
- โซเชียลตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและถูกกฎหมาย กรณีดาราและอินฟลูเอนเซอร์รีวิว "ปากกาลดน้ำหนัก" ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษที่ห้ามโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไป
- การใช้ปากกาลดน้ำหนักโดยผู้ที่อาจไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานความงามที่ผิดเพี้ยน โดยเปลี่ยนการรักษาโรคให้กลายเป็นเทรนด์ความงาม
- ปากกาลดน้ำหนักเป็นยาที่ต้องใช้เพื่อรักษาโรคอ้วนภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น การใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงามมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
ความนิยมกำลังพุ่งแบบที่การกำกับอาจจะตามไม่ทันหรือไม่? ล่าสุดกับประเด็น "ปักปากกาลดน้ำหนัก" ที่กลายเป็นไวรัลในแพลตฟอร์มโซเชียล X หลังจากที่มีการถามถึงการที่ดารา-อินฟลูเอนเซอร์ ออกมาพูดถึงการปักปากกา และมีการรีวิวให้ฟังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดารา-อินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้น มีการคาดการณ์จากคนในโซเชียลว่า เป็นการปักปากกาแบบที่ BMI ไม่ถึง! หรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยาลดน้ำหนักแบบปักปากกาได้นั่นเอง
โดยสองวันที่แล้ว มีโพสต์หนึ่งในโซเชียลมีเดีย ได้ออกมาพูดถึงการออกมาเคลื่อนไหวของดาราสาวชื่อดัง โดยตั้งคำถามถึงการโปรโมทว่า เป็นการปักปากกาลดน้ำหนักหรือไม่ หลังจากนั้นได้มีการเชื่อมโยงกับการเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก
จากการตรวจสอบของ โพสต์ทูเดย์ พบว่าดาราสาวเคยไปเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์จริง แต่ไม่ได้เป็นการรีวิวหรือโปรโมทผลิตภัณฑ์การปักปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 ของบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เป็นการเข้าร่วมแคมเปญสุขภาพดี ซึ่งต้องรอให้ทางบริษัทหรือดาราสาวออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าว
โดยตั้งข้อสังเกตว่า ตามปกติแล้ว บริษัทยาระดับโลก จะมีความเข้าใจอย่างถูกต้องในประเด็นการโฆษณายาว่า "ไม่สามารถกระทำได้" เนื่องจากผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ ปากกกาลดน้ำหนักซึ่งถูกยกระดับเป็น "ยาควบคุมพิเศษ"
แต่หากเป็นการโปรโมท "ผ่าน" หรือ "โดย" คลินิกเสริมความงาม ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ปากกาลดน้ำหนักดังกล่าว ก็อาจจะมีความเป็นไปได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ชาวโซเชียลมีเดีย ต่างขยายขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า การปักปากกาที่มีการรีวิวจากทางดารา-อินฟลูเอนเซอร์นั้น ทั้งๆ ที่หากประเมินด้วยตาแล้วอาจจะมีเกณฑ์ไม่ถึงความจำเป็นต้องปักปากกา ทำให้เกิดการสร้าง "มาตรฐานความงาม" ให้แก่คนไทยที่ผิดๆ หรือไม่? รวมไปถึงความปลอดภัยจากการปักปากกาด้วยเช่นกัน
สำหรับประเด็นที่ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมมาและพบว่า สร้างความเชื่อผิดๆ ให้แก่คนไทย ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. มีผลิตภัณฑ์ใช้คำว่า "ปากกาลดน้ำหนัก" แต่ไม่ได้มีผลเดียวกับ "ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1" ซึ่งผ่านการรับรองจาก FDA ว่าเป็น "ยา" โดยผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักจะเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก ซึ่งไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกาย จัดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ใช่ยารักษาเฉกเช่น ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 ซึ่งปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกเท่านั้น
โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้ใช้รูปแบบ "ปากกาปัก" เช่นกันและเข้าถึงได้ง่ายเพราะราคาถูกกว่าเกือบ 10 เท่า ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพเหมือนกับปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 แต่อย่างใด
2. การใช้ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 แบบผิดเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ สำหรับปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 นั้นมีสำหรับ "รักษาโรค" เพราะถูกระบุเป็น "ยา" เนื่องจาก "โรคอ้วน" ถูกจัดว่าเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่การป่วยโรคอื่นเช่น หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หลอดเลือดสมอง ไตเรื้อรัง หรือมะเร็งบางประเภท
ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 จัดเป็น "ยาควบคุมพิเศษ" โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยออกมาให้ข่าวระบุว่า ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists (GLP-1 RA) เช่น Semaglutide, Liraglutide, Dulaglutide, Lixisenatide และ Tirzepatide ได้รับอนุมัติให้ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักเพื่อความสวยงาม
การใช้ยาเองอย่างไม่ถูกต้องหรือหยุดยาเอง แม้ยาจะช่วยลดความอยากอาหารและทำให้น้ำหนักลดลงได้ในระยะหนึ่ง แต่อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (โยโย่) และเสี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย ภาวะซึมเศร้า หรือกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และอาจเสี่ยงอันตรายรุนแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการใช้ ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 หลักๆ คือ
- ผู้ที่มี BMI ≥ 27 kg/m2 (ในกลุ่มอาเซียน)
- ผู้ที่มี BMI ≥ 27 kg/m2(ในกลุ่มอาเซียนที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ
- ข้อห้ามใช้ยานี้ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติเป้นโรค Medullary Thyroid Carcinoma หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคกลุ่ม Multiple Endocrine neoplasia type 2
ทั้งนี้ การใช้ยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อมาฉีดและใช้เองได้แต่อย่างใด รวมไปถึง WHO เคยแถลงถึงวิธีการใช้ยากลุ่มนี้ โดยระบุว่าแม้การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะยังไม่ได้มีข้อวิจัยว่าสนับสนุนประสิทธิภาพของยา แต่การแก้ปัญหาโรคอ้วนในระยะยาว ยังคงต้องยึดการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นเดิม! (อ่านเพิ่มเติม ฉบับแรกของโลก! WHO ออกประกาศแนวทางใช้ยากลุ่ม GLP-1 สำหรับโรคอ้วน)
นอกจากนี้ สถานะ "ยาควบคุมพิเศษ" จะทำให้การโฆษณาขายยาจำเป็นจะต้องสื่อสารได้เฉพาะแค่แพทย์หรือเภสัชกร ไม่สามารถโฆษณาแก่ "ประชาชนทั่วไป" ได้แต่อย่างใด แม้จะยังเห็นปรากฎในโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม ซึ่งทาง อย.และสบส. เป็นผู้รับผิดชอบกำกับและดูแลอย่างเข้มงวด
ซึ่ง โพสต์ทูเดย์ พบว่า ได้มีการหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ปักปากกา" เป็น "ปักตะกร้า" แทนในบางกรณี ทำให้การค้นหาไม่พบในสื่อโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน
บิวตี้แสตนดาร์ด คลั่ง "ผอม"
มีหลายคนที่ออกมารีวิว และเริ่มปักปากกาทั้งๆ ที่ผอมมากอยู่แล้ว หรือ BMI ไม่ถึง และที่น่ากังวลคือนิยมในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาในการเผาผลาญ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคต่างๆ แต่อย่างใด มีหลายคนในโซเชียลเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมทุกวันนี้ การปักปากกาถึงกลายเป็น "เทรนด์" ทั้งๆที่ เป็น "การรักษาโรค" ไม่ใช่เรื่องของ "ความงาม"
หรือหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมการผอมถึงเป็นเรื่องของ "ความงาม" แทนจะเป็น "สุขภาพดี" ซึ่งจะมีวิธีการแก้ไขที่ต่างกันออกไป
ทั้งนี้ หากกลับไปที่วัตถุประสงค์ของ "ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1" นั่นคือ การรักษาโรคอ้วน เพื่อ "สุขภาพดี"
ตรงกันข้าม "การผอม" ไม่ได้หมายความว่า "สุขภาพดี" แต่อย่างใด
เพราะสุขภาพไม่ได้วัดจากน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของร่างกาย สมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และสุขภาพจิตด้วย
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า แม้ยากลุ่ม GLP-1 จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน แต่ประโยชน์ที่แท้จริงของยากลุ่มนี้คือการปรับปรุงสุขภาพทางเมตาบอลิซึมและลดความเสี่ยงโรค ไม่ใช่การทำให้รูปร่างผอมตามค่านิยมความงามของสังคม และการใช้ GLP-1 ในคนที่ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยเฉพาะวัยรุ่นหรือผู้ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกที่จำเป็นต่อร่างกายได้ หากไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเหมาะสม
คำถามสำคัญในวันนี้ สำหรับใครที่อยากจะปักปากกา จึงอาจไม่ใช่ว่า "เราผอมพอหรือยัง" แต่เป็น "เราสุขภาพดีแล้วหรือยัง" ตากหากเพราะเป้าหมายของการแพทย์ คือ การลดความเสี่ยงโรคและยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีรูปร่างตามกระแสนิยม
ในอีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์การใช้ GLP-1 ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนที่ไม่ได้มีภาวะอ้วนหรือโรคทางเมตาบอลิซึม อาจสะท้อนแนวคิดที่บิดเบี้ยว! ว่า "ความผอม" เข้ากับภาพลักษณ์ของความสวย ความสำเร็จ และการมีวินัยในตนเอง ขณะที่คนรูปร่างใหญ่กลับเผชิญกับอคติและการตีตราทางสังคม ส่งผลให้หลายคนมองการลดน้ำหนักเป็นเป้าหมายในตัวเอง มากกว่าการพัฒนาสุขภาพโดยรวม
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการย้ำมาโดยตลอดว่า สุขภาพเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าน้ำหนักตัวเพียงตัวเลขเดียว คนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติอาจมีภาวะไขมันในช่องท้องสูง ความดันโลหิตสูง หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมได้ ขณะที่บางคนอาจมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย แต่มีสมรรถภาพทางกายและตัวชี้วัดสุขภาพอื่นอยู่ในเกณฑ์ดี
..
ท้ายสุดนี้ หากใครตัดสินใจอยากจะปักปากกาลดน้ำหนัก นอกจากควรเช็คว่ายาที่ได้เถื่อนหรือไม่ เป็นยาตัวที่ขึ้นทะเบียนอย.หรือไม่ และฉีดภายใต้การดูแลของแพทย์หรือไม่
แรกสุดจึงควรจะเช็คตัวเองว่า เหตุผลในการปักปากกาของเรานั้น "มาจากประเด็นสุขภาพ" มากกว่าแค่อยากจะ "ผอม" ตามเทรนด์ เพราะนั่นจะส่งผลต่อการปรับพฤติกรรมชีวิตระยะยาว และได้ผลดีกับตัวเองอย่างเต็มที่จริงๆ
ส่วนประเด็นที่เป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย นอกจากจะเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องออกมากำกับอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่คนไทยควรจะมีคือ "ความรู้และความเข้าใจ" ต่อการใช้ยาเช่นกัน .. เพราะหลายครั้งแล้วที่คนไทยพังเพราะตามเทรนด์.







