
ถอดสมการสถานีชาร์จรถ EV ในไทย “Kempower” มอง “ความยืดหยุ่น” ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ!
ถอดสมการสถานีชาร์จรถ EV ในไทย “Kempower” มอง “ความยืดหยุ่น” และ "ความฉลาด" จะสามารถรับมือได้อย่างตรงจุด ในวันที่โครงสร้าง EV ไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น
KEY
POINTS
- Kempower มองว่าตลาด EV ไทยเติบโตเร็ว แต่การสร้างเครือข่ายการชาร์จที่เสถียรและรองรับอนาคตสำคัญกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนสถานีเพียงอย่างเดียว
- หัวใจสำคัญในการพัฒนาสถานีชาร์จท่ามกลางโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัดคือ "ความยืดหยุ่นและความฉลาด" ในการออกแบบระบบให้เหมาะกับศักยภาพของพื้นที่และพฤติกรรมผู้ใช้
- ความสำเร็จของธุรกิจสถานีชาร์จไม่ได้วัดที่จำนวนหัวชาร์จ แต่คือ "อัตราการใช้งานจริง" (Utilization Rate) ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารจัดการเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นประเด็นมาตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อประเทศไทยมีแผนที่จะปรับโครงสร้างการใช้ “รถยนต์” จาก 'รถน้ำมัน' ไปสู่ 'รถ EV' มากขึ้น
แต่คำถามก็มักจะวนกลับมาเหมือนเดิมว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศไทย เพียงพอแล้วหรือยัง?
คำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนสถานีชาร์จไฟ หรือหัวชาร์จที่กระจายอยู่ตามห้างและปั๊มน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกำลังการผลิตไฟฟ้า เสถียรภาพของระบบสายส่ง ความพร้อมของระบบจัดการแบตเตอรี่ การกำจัดซากแบตเตอรี่ รวมถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมต้นน้ำ–ปลายน้ำ ที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของประเทศ
โดยเฉพาะในวันที่ยอดใช้รถ EV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาด EV ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “30@30” โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมียานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จเร็วแบบ DC Fast Charging ให้ได้ 12,000 จุดทั่วประเทศ
ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาด EV ไทยยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในเดือนมกราคม 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ใหม่จำนวน 45,668 คัน เพิ่มขึ้น 210.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยอดจดทะเบียน BEV สะสมในประเทศไทยทะลุ 400,000 คัน และคาดว่ายอดขายรถยนต์นั่ง EV ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 125,000 คัน
ทำให้ตลาด “รถ EV ไทย” น่าจับตามอง เป็นอย่างมาก ในขณะที่สถานีชาร์จของไทยในปี 2026 เพิ่มขึ้นกว่า 3,720 แห่ง และหัวชาร์จมากกว่า 11,000 จุดทั่วประเทศ
กระนั้นก็ตาม แม้โครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ของไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมยังสะท้อนถึงความท้าทายหลายด้าน ทั้งการกระจายสถานีชาร์จนอกเมืองใหญ่ที่ยังไม่ทั่วถึง การใช้งานสถานีที่ไม่สมดุล การเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งไฟฟ้าภาคโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
นายคาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ของ เคมพาวเวอร์ กล่าวว่า
“ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาด EV ที่น่าจับตามองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดกำลังก้าวจากช่วงเริ่มต้นของการใช้งาน ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศ EV ในระดับใหญ่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”
“เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มเติบโตเต็มรูปแบบ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเร่งติดตั้งสถานีชาร์จให้มากที่สุด แต่คือการทำให้เครือข่ายการชาร์จมีความเสถียร รองรับการขยายตัวในอนาคต และออกแบบโดยคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ รวมถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการ”
ทั้งนี้ เคมพาวเวอร์ (Kempower) เป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Solutions) จากประเทศฟินแลนด์ ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องชาร์จความเร็วสูง (DC Fast Charging) และระบบบริหารจัดการเครือข่ายชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถโดยสาร และรถขนส่งเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีธุรกิจในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียแปซิฟิก
ความฉลาดและยืดหยุ่น หัวใจของการบริการในวันที่ โครงสร้างพื้นฐาน ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น!
ถ้าหากว่า สถานีชาร์จรถ EV ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ!
คำถามคือ ภายใต้ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยในจุดที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ควรที่จะทำอย่างไร?
คำตอบคือ ความฉลาดและยืดหยุ่น
ในกรณีของ เคมพาวเวอร์ นายคาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ย้ำว่าบริษัทไม่ได้ขายอุปกรณ์ชาร์จ แต่ครอบคลุมทั้งการเป็นที่ปรึกษาและวางระบบสถานีชาร์จ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
เมื่อฟังคำอธิบาย จึงพบว่าหลายคนอาจจะคิดว่า หากอยากจะมีสถานีชาร์จเป็นของตนเอง อาจจะทำง่ายๆ ด้วยการซื้ออุปกรณ์มาติดตั้ง หากอยากทำกำไร ก็เพิ่มหัวชาร์จเพื่อขยายปริมาณการชาร์จ และการชาร์จเร็วสำคัญ! แต่แท้ที่จริงแล้วระบบที่มีความฉลาด และยืดหยุ่นพอสำคัญมากกว่า
จุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ เคมพาวเวอร์ เน้นย้ำ คือ การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารเครือข่ายชาร์จแบบเรียลไทม์ ซึ่งบริษัทมองว่า จะกลายเป็น “หัวใจ” ของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในอนาคต และอาจเริ่มต้นตั้งแต่ “ก่อน” การติดตั้งสถานีชาร์จเสียด้วยซ้ำ
เพราะในปัจจุบัน ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของไทยในหลายพื้นที่ ยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าปริมาณมากโดยตรง ทำให้การวางระบบตั้งแต่ต้น กลายเป็นประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกำลังไฟของพื้นที่ ความสามารถของระบบสายส่ง พฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ ไปจนถึงศักยภาพในการขยายระบบในอนาคต
นั่นทำให้การเปิดสถานีชาร์จ EV ไม่ใช่เพียงการ “ซื้อเครื่องมาติดตั้ง” แล้วเพิ่มจำนวนหัวชาร์จให้มากที่สุด แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ว่า พื้นที่นั้นเหมาะกับการลงทุนจริงหรือไม่ และโครงสร้างพื้นฐานเดิมรองรับการใช้งานได้มากเพียงใด
ในมุมนี้ เคมพาวเวอร์มองว่า ปัจจัยสำคัญของธุรกิจสถานีชาร์จในระยะยาว คือ “อัตราการใช้งานจริง” (Utilization Rate) มากกว่าจำนวนหัวชาร์จเพียงอย่างเดียว
เพราะหากลงทุนติดตั้งระบบขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานต่ำ ก็อาจทำให้ต้นทุนการลงทุนสูงเกินความจำเป็น ขณะที่บางสถานีแม้มีขนาดเล็กกว่า แต่หากวางตำแหน่งเหมาะสม บริหารโหลดไฟได้ดี และออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ ก็อาจมีประสิทธิภาพและสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารเครือข่ายชาร์จแบบเรียลไทม์ ผ่านแพลตฟอร์ม “ChargEye” ที่ใช้ติดตามพฤติกรรมการใช้งาน วิเคราะห์ช่วงเวลาที่มีโหลดสูง รวมถึงคาดการณ์ความต้องการใช้งานในอนาคต เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนขยายระบบและบริหารกำลังไฟได้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐาน EV ในอนาคต อาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครมีสถานีมากกว่า แต่รวมถึงว่า ใครสามารถออกแบบระบบให้เหมาะกับพื้นที่ และบริหารเครือข่ายได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน
…
ทั้งนี้ เคมพาวเวอร์มีแผนขยายการดำเนินงานในตลาดไทยภายในปีนี้ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผ่านโซลูชันระบบชาร์จเร็วและความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน EV ที่สามารถรองรับการเติบโตได้อย่างยืดหยุ่นในอนาคต โดยการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ EV อย่างใกล้ชิด
นายคาร์โล มองว่า บริษัทมั่นใจถึงศักยภาพที่เติบโตอย่างของตลาดรถยนต์ EV ในไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เคยลงทุนมาก่อนแล้วทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งที่มาเลเซียเริ่มต้นในปี 2566 ปัจจุบันมีจุดชาร์จของ เคมพาวเวอร์กว่า 260 แห่ง







