
จับตาสถานการณ์ “อีโบลา” ระบาดหนักในคองโก และไทยเสี่ยงแค่ไหน?
จับตาสถานการณ์หลัง WHO ยกระดับ "อีโบลาสายพันธุ์หายาก" ในคองโกเป็น PHEIC ขณะ “หมอยง” ชี้โอกาสแพร่ถึงไทยยังต่ำมาก
ระบบสาธารณสุขโลกกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ เมื่อ นายเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสอีโบลาใน DRC และยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 โดย WHO ระบุว่าการระบาดครั้งนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์ "การระบาดใหญ่ระดับโลก" (อย่างเช่น โควิด-19) แต่สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงจากการเคลื่อนย้ายประชากร ความขัดแย้งในพื้นที่ และระบบสาธารณสุขที่เปราะบาง
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า DRC มีผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 500 ราย และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 131 ราย ขณะที่พบผู้ติดเชื้อยืนยันในยูกันดาแล้ว 2 ราย รวมถึงผู้เสียชีวิต 1 รายในกรุงกัมปาลา
สายพันธุ์ที่พบในการระบาดครั้งนี้คือ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo virus) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในยูกันดาเมื่อปี 2550 และมีรายงานการระบาดเพียงไม่กี่ครั้งในโลก ความท้าทายสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ ทำให้การรักษายังเป็นการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก
รายงานจาก WHO ยังระบุว่า การตรวจพบการระบาดในช่วงแรกเกิดความล่าช้า เนื่องจากระบบตรวจในพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ ทำให้การยืนยันเชื้อต้องส่งตัวอย่างไปตรวจซ้ำที่กรุงกินชาซา ส่งผลให้เชื้อแพร่กระจายออกไปก่อนตรวจพบได้ทัน
ผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบเป็นพยาบาลในเมืองบูเนีย จังหวัดอิตูรี ซึ่งเสียชีวิตหลังเริ่มแสดงอาการเมื่อปลายเดือนเมษายน โดยพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดอยู่ในเขตเหมืองทองทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรสูง
แพทย์อเมริกันติดเชื้อระหว่างรักษาผู้ป่วย ถูกส่งรักษาที่เบอร์ลิน
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อเช้าวันนี้ (20 พ.ค.2569) ว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ยืนยันว่า นพ.ปีเตอร์ สแตฟฟอร์ด แพทย์มิชชันนารีชาวอเมริกันจากองค์กรคริสเตียนเซิร์จ ติดเชื้ออีโบลาระหว่างปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลในเมืองบูเนีย
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประสานรัฐบาลเยอรมนีเพื่อรับตัว นพ.สแตฟฟอร์ด เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยแยกกักโรคพิเศษของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเต้ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รักษาโรคติดเชื้อร้ายแรงชั้นนำของยุโรป
นอกจากนี้ CDC ยังอยู่ระหว่างประสานการอพยพผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีก 6 รายออกจาก DRC ไปยังเยอรมนี เพื่อเฝ้าระวังอาการและป้องกันการแพร่เชื้อเพิ่มเติม
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุขและข้อจำกัดการเดินทางสำหรับผู้ที่เดินทางมาจาก DRC ยูกันดา และเซาท์ซูดานในช่วงการระบาด โดย CDC ย้ำว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงการสาธารณสุขโลก โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า การจำกัดการเดินทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมโรค เพราะอาจกระทบเศรษฐกิจ การขนส่งความช่วยเหลือ และทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงระบบตรวจคัดกรองจากทางการ
Africa CDC ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้สายพันธุ์บุนดิบูเกียวจะถูกค้นพบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่โลกยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับสายพันธุ์นี้ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบนวัตกรรมสุขภาพโลก
"หมอยง" ชี้ธรรมชาติอีโบลาจำกัดการแพร่ระบาดข้ามทวีป
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า แม้อีโบลาจะเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่อัตราการแพร่กระจายข้ามทวีปยังต่ำกว่าโรคอย่างโควิด-19 มาก
เนื่องจากผู้ติดเชื้ออีโบลามักมีอาการหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเดินทางไกลหรือใช้ชีวิตตามปกติได้นาน อีกทั้งโรคยังติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง ไม่ได้แพร่ผ่านอากาศเหมือนไวรัสโคโรนา
ศ.นพ.ยง ยังระบุว่า ความเสี่ยงที่โรคจะระบาดมาถึงไทยอยู่ในระดับต่ำมาก โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าระวังที่สนามบิน ด่านพรมแดน และระบบคัดกรองโรคระหว่างประเทศ รวมถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น
...
ทั้งนี้ โรคอีโบลา (Ebola disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงที่มักมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยร่างกาย อาเจียน และท้องเสีย ก่อนอาการจะทรุดหนักอย่างรวดเร็ว โรคติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ วัสดุปนเปื้อน หรือร่างผู้เสียชีวิตจากโรคโดยตรง
ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 21 วัน และถือเป็นโรคที่มีอัตราป่วยตายสูง
การระบาดครั้งนี้นับเป็นการระบาดอีโบลาครั้งที่ 17 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) นับตั้งแต่ค้นพบโรคครั้งแรกในปี 2519
อ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข







