
Anthropic เผย AI จีนอาจตามทันและแซงหน้าสหรัฐฯภายในปี 2028
Anthropic เตือน จีนอาจแซงสหรัฐฯขึ้นเป็นผู้นำ AI โลกในปี 2028 แม้กำลังผลิตชิปยังตามหลังหลายเท่า แต่ปัจจุบันกำลังไล่กวดมาอย่างรวดเร็ว
การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯและจีนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งสองประเทศต่างมุ่งมั่นแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่ง เนื่องจาก AI จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับการคิดค้น วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ช่วยถ่างช่องว่างทางเทคโนโลยีอย่างมั่นคง ทั้งสองประเทศจึงมุ่งพัฒนา AI เพื่อขึ้นเป็นอันดับหนึ่งโลก
รายงานล่าสุดของ Anthropic อาจสร้างแรงสะเทือนกับสหรัฐฯครั้งใหญ่ เมื่อมีการระบุว่าจีนอาจแซงหน้าสหรัฐฯในไม่ช้า
เมื่อ AI จากจีนอาจแซงหน้าสหรัฐฯในไม่กี่ปี
ข้อมูลนี้เป็นเอกสารเผยแพร่จาก Anthropic สตาร์ทอัพเจ้าของโมเดลอัจฉริยะอย่าง Claude ที่มีการประเมินฉากทัศน์ของปี 2028 ปีที่เทคโนโลยี AI จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงระดับชาติว่า สหรัฐฯอาจสูญเสียข้อได้เปรียบจนจีนอาจขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI โลกแทน
จริงอยู่นี่อาจเป็นฉากทัศน์ที่ฟังดูเกินจริงอยู่บ้าง เนื่องจากข้อได้เปรียบสูงสุดของสหรัฐฯคือชิปประมวลผลขั้นสูงที่จำกัดและควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด ข้อมูลพบว่าปัจจุบัน Huawei บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของจีน ในปี 2026 มีกำลังการผลิตชิปประมวลผลคิดเป็น 4% จาก NVIDIA เท่านั้น และอาจลดลงเหลือ 2% ในปี 2027
ในขณะที่สหรัฐฯมีระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทชิปขนาดใหญ่ นอกจาก NVIDIA หลายบริษัทเริ่มเล็งผลิตชิปขึ้นมาใช้เอง เช่น Google หรือ Amazon ที่เริ่มออกแบบชิปภายในเพื่อนำมาใช้งานกับโครงสร้างพื้นฐานและโมเดล AI ของตนเช่นกัน และอาจทำให้สหรัฐฯสามารถเพิ่มกำลังประมวลผล AI ให้มากกว่าจีนได้สูงถึง 11 เท่า
ด้วยเหตุนี้ในฉากทัศน์แรกจากที่ Anthropic ประเมินระบุว่า ถ้าสหรัฐฯครองความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีได้เด็ดขาด จะทำให้โมเดล AI ของสหรัฐฯล้ำหน้ากว่าจีนราว 12 – 24 เดือน ทำให้ระบบ AI สหรัฐฯกลายเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลก และเกราะป้องกันทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งต่อไป
ในอีกทางกรณีที่จีนสามารถอุดช่องโหว่ด้านกำลังประมวลผลและพัฒนาโมเดล AI ล้ำสมัยได้สำเร็จ ต่อให้ไม่สามารถผลิตชิปได้เพียงพอ จีนจะใช้แนวทางการกระจายความรู้ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเปิดให้เข้าถึงโมเดลในราคาถูก กระจายไปตามประเทศกำลังพัฒนา จนอาจทำให้โมเดลจีนครองตลาดไปในที่สุด
สาเหตุในการก้าวขึ้นมาทัดเทียมของจีน และข้อจำกัดของสหรัฐฯ
ฟังดูเป็นเรื่องแปลกเมื่อข้อมูลมีการพูดถึงและเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า จีนมีสัดส่วนการผลิตชิปน้อยกว่าสหรัฐฯหลายสิบเท่าแถมมีแนวโน้มลดลงในปี 2027 อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะทำอย่างไรให้ทัดเทียม ส่วนนี้มาจากช่องโหว่และการรั่วไหลทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯเอง
ประเด็นแรกคือ การลักลอบจำหน่ายชิป หนึ่งในสินค้าที่เป็นที่ต้องการของจีนคือ ชิปรุ่นล่าสุดจาก NVIDIA ที่มีการลักลอบจากสหรัฐฯไปสู่จีนอย่างกว้างขวาง เช่น กรณีบริษัท Super Micro Computer Inc ที่ถูกอัยการสหรัฐฯยื่นฟ้องข้อหาลักลอบส่งออกเซิร์ฟเวอร์ที่บรรจุชิป AI ขั้นสูงไปจีน มูลค่ารวมกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์
อันดับถัดมาคือ การลักลอบเข้าถึงคลาวด์จากต่างแดน บริษัทไอทีของจีนอย่าง Alibaba หรือ ByteDance อาศัยวิธีเลี่ยงไปใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จากภูมิภาคอื่น เพื่อให้เข้าถึงและใช้งานกำลังประมวลผลขั้นสูงเพื่อเทรนโมเดล AI เรือธงของบริษัท จนสามารถเข้าถึงทรัพยากรทัดเทียมบริษัทในสหรัฐฯ
สุดท้ายคือ การโจมตีแบบดึงข้อมูล อุตสาหกรรม AI ของจีนพึ่งพาการดึงข้อมูลจากโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ อาศัยการสร้างบัญชีปลอมจำนวนมากในการเข้าใช้งานแล้วกลั่นคำตอบจากโมเดลชั้นสูงของสหรัฐฯ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้ไปเทรนโมเดล AI ของตัวเอง วิธีนี้ช่วยประหยัดต้นทุนและทำให้โมเดลจีนไล่หลังสหรัฐฯไม่มาก
อีกส่วนที่ต้องได้รับการพูดถึงคือ ข้อจำกัดทางทรัพยากร ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อาศัยพลังงานและน้ำปริมาณมหาศาล สหรัฐฯเผชิญข้อจำกัดจากพลังงานและน้ำในประเทศ จนเกิดกระแสต่อต้านในกลุ่มมวลชนท้องถิ่นที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร ขณะที่จีนมีโครงสร้างพลังงานเพียงพอและเกิดผลกระทบในส่วนนี้น้อยกว่า
นั่นทำให้แนวโน้มที่ AI จีนจะสามารถแซงสหรัฐฯก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
อันตรายที่ตามมาเมื่อ AI จีนครองตลาด
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา องค์กร ตลอดจนผู้บริโภคทั่วไป การผงาดขึ้นมาของจีนจะเป็นผลดีเพราะก่อให้เกิดการแข่งขัน AI จีนเปิดให้เข้าถึงในราคาถูกหรือเปิดเป็นโอเพนซอร์สให้เข้าถึงได้ทั่วไป บริษัทไอทีจีนก็มีการลงทุนในหลายประเทศความก้าวหน้าของจีนจึงถือเป็นประโยชน์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูงในราคาถูก
อย่างไรก็ตาม AI จากจีนก็มีประเด็นในหลายด้าน ข้อมูลจาก Center for AI Standards and Innovation (CAISI) ศูนย์ประเมินเทคโนโลยีอิสระเปิดเผยว่า โมเดล AI ของ Deepseek เมื่อถูกเจลเบรกมีอัตราการปฏิบัติตามคำสั่งอันตรายสูงถึง 94% ในขณะที่โมเดลสหรัฐฯมีอัตราทำตามคำสั่งอยู่ที่ 8% เท่านั้น จึงอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยไซเบอร์ในระยะยาว
การเปิดเผยโมเดลเป็นโอเพนซอร์สให้โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกเข้าถึง สามารถนำไปใช้งาน พัฒนา และต่อยอดอิสระนั้น จริงอยู่มันเปิดโอกาสเข้าถึงและกระจายความเท่าเทียมทางเทคโนโลยี แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ไม่หวังดีหรือรัฐบาลจะนำไปใช้งานในทางลบ นำไปใช้ในการโจมตีไซเบอร์ พัฒนาอาวุธ ตลอดจนการควบคุมและตรวจสอบอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ
ด้วยเหตุนี้ทาง Anthropic จึงได้เสนอให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งควบคุมการส่งออกชิป ควบคุมการเข้าถึงคลาวด์จากนอกประเทศ ควบคุมเครื่องมือผลิตชิป ไปจนการออกกฎหมายระบุว่า การดึงข้อมูลจาก AI ไปเทรนโมเดลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและสนับสนุนระบบตรวจจับพฤติกรรมนี้ร่วมกันในประเทศ
อีกส่วนคือการสนับสนุนการลงทุน ผลักดัน และกระจายเทคโนโลยีออกสู่ประเทศพันธมิตร เพื่อให้ทั่วโลกเข้าถึงจนหันมาใช้ฮาร์ดแวร์และโมเดล AI จากสหรัฐฯ ป้องกันไม่ให้จีนทุ่มเม็ดเงินลงทุนไปวางรากฐานในประเทศเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ห่วงโซ่เทคโนโลยีของสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่งเหมือนที่เคยเป็นมา
ข้อมูลจาก Anthropic เหล่านี้ยังคงเป็นฉากทัศน์จากคาดการณ์เป็นหลัก แม้จะดูน่าเชื่อถือและมีแนวโน้มเกิดขึ้นจริงอยู่มาก แต่ในโลกความจริงปัจจัยแทรกซ้อนร้อยแปดอาจเข้ามาแทรกจนพลิกโฉมสถานการณ์ไปโดยสิ้นเชิง คงต้องรอดูกันต่อไปว่า AI โลกจะหันไปสู่ทิศทางใด และใครจะเป็นผู้ก้าวนำในปี 2028
ที่มา
https://www.anthropic.com/research/2028-ai-leadership
https://interestingengineering.com/ai-robotics/anthropic-china-us-ai-race-2028







