posttoday
เจาะโมเดล สสร.ภูมิใจไทย วางกลไกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สกัดข้อครหา “สีน้ำเงิน”

เจาะโมเดล สสร.ภูมิใจไทย วางกลไกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สกัดข้อครหา “สีน้ำเงิน”

20 พฤษภาคม 2569

คำถามใหญ่ของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่แค่ใครร่าง แต่คือใครคุมเกม ภูมิใจไทยจึงออกแบบ สสร.ใหม่ให้ตรวจสอบได้ทุกชั้น เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองให้มากสุด

KEY

POINTS

  • เสนอโมเดล สสร. 100 คน ประกอบด้วยตัวแทนจังหวัด 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน เพื่อสร้างความสมดุลและยืนยันความเท่าเทียมระหว่างพื้นที่
  • สสร. จะมาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภาตามสัดส่วนของพรรคการเมือง เพื่อให้กระบวนการมีความชอบธรรมและลดข้อครหาว่าถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดให้ตัวสำรองและประชาชนมีส่วนร่วมผ่านคณะกรรมาธิการ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่ทุกฝ่ายจับตา พรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อประธานรัฐสภา โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงเนื้อหารัฐธรรมนูญที่จะถูกเขียนขึ้นใหม่เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “กลไกผู้ร่าง” ซึ่งถูกออกแบบอย่างละเอียด เพื่อปิดช่องโต้แย้งเรื่องความไม่เป็นธรรม และลดข้อครหาว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. อาจถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า โครงสร้าง สสร. ตามแนวทางของพรรค ถูกออกแบบให้มีความสมดุลระหว่างตัวแทนพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญ กลไกรัฐสภา และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป้าหมายคือทำให้กระบวนการยกร่างกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และลดแรงต้านทางการเมือง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่มักถูกเรียกว่า “สสร. สีน้ำเงิน”

สาระสำคัญของร่างนี้ เริ่มจากการกำหนดให้มี สสร. ตัวจริงจำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจังหวัด 77 คน จังหวัดละ 1 คน เพื่อยืนยันหลักความเท่าเทียมระหว่างพื้นที่ ไม่ว่าจังหวัดนั้นจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ และอีก 23 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ การบริหาร และกฎหมายมหาชน

แต่ความซับซ้อนของโมเดลนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ สสร. ตัวจริงเท่านั้น พรรคภูมิใจไทยยังออกแบบระบบ “ตัวสำรอง” รวม 300 คน โดยแต่ละตำแหน่งจะมีตัวสำรองจังหวัดละ 3 คน รวมถึงตัวสำรองของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านละ 3 คน บุคคลเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงรายชื่อสำรองที่รอการทดแทน หากยังถูกดึงเข้ามาช่วยงานในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วม และกระจายบทบาทในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

ในมิติที่มาของ สสร. พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ผู้สนใจสมัครผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนส่งรายชื่อเรียงตามตัวอักษรเข้าสู่รัฐสภา จากนั้นสมาชิกรัฐสภา 700 คน ประกอบด้วย สส. 500 คน และ สว. 200 คน จะเป็นผู้เลือกตามสัดส่วนของพรรคการเมือง ลักษณะใกล้เคียงกับระบบจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ

นี่คือจุดที่พรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็น “ความแฟร์” ทางการเมือง เพราะใช้สัดส่วนที่สะท้อนน้ำหนักของพรรคการเมืองในรัฐสภา ซึ่งมาจากคะแนนเสียงของประชาชนโดยอ้อม กล่าวอีกด้านหนึ่งคือ พรรคไม่ได้เลือกใช้ระบบเปิดกว้างอย่างไร้กรอบ แต่เลือกให้รัฐสภาเป็นกลไกคัดกรอง เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าได้ภายใต้ความชอบธรรมตามระบบตัวแทน

เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญไม่กระจุกอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว ร่างของภูมิใจไทยยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ 2 ชุดหลัก ได้แก่ คณะกรรมาธิการยกร่าง 45 คน มาจาก สสร. ตัวจริง 30 คน และตัวสำรอง 15 คน อีกชุดคือคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น 45 คน ประกอบด้วย สสร. ตัวจริง 15 คน ตัวสำรอง 15 คน และประชาชนทั่วไปอีก 15 คน ซึ่ง สสร. เป็นผู้คัดเลือก

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนความพยายามวางระบบสองชั้น ชั้นแรกคือการยกร่างโดยผู้มีหน้าที่โดยตรง ชั้นที่สองคือการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ถูกมองว่าเกิดจากโต๊ะเจรจาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มีพื้นที่ให้เสียงสังคมไหลเข้าสู่กระบวนการร่างอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทยยังวาง “เงื่อนไขเหล็ก” ไว้อย่างชัดเจน คือห้ามแก้ไขหมวด 1 ว่าด้วยบททั่วไป และหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เพื่อป้องกันความกังวลและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคม ประเด็นนี้ถือเป็นเส้นแบ่งสำคัญที่พรรคต้องการส่งสัญญาณว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเดินหน้าในกรอบที่ไม่แตะต้องประเด็นอ่อนไหวสูงสุดทางการเมือง

เมื่อ สสร. ยกร่างแล้วเสร็จ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องกลับเข้าสู่รัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา พร้อมเงื่อนไขพิเศษคือต้องมีเสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 4 และเสียงจากพรรคฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% ร่วมสนับสนุน กลไกนี้ถูกวางไว้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงเสียงข้างมากฝ่ายเดียว

ในด้านกรอบเวลา พรรคภูมิใจไทยประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2573 และทันใช้ในรัฐบาลชุดนี้ โดยกำหนดให้ สสร. มีเวลาทำงาน 1 ปี หรือ 360 วัน ส่วนการทำประชามติจะเหลืออีก 2 รอบ ได้แก่ รอบหลังจากแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. และรอบสุดท้ายภายหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น

กล่าวโดยสรุป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยเป็นความพยายามออกแบบ “ทางสายกลาง” ระหว่างอำนาจรัฐสภา พรรคการเมือง ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชน ผ่านโครงสร้างที่ซับซ้อนแต่มีเป้าหมายชัดเจน คือสร้างความน่าเชื่อถือให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

คำถามที่ต้องจับตาต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่า โมเดล สสร. นี้จะผ่านรัฐสภาหรือไม่ แต่คือโครงสร้างที่ถูกออกแบบเพื่อป้องกันข้อครหาจะเพียงพอหรือไม่ ในวันที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแบกรับความคาดหวังของประเทศ และพิสูจน์ให้ได้ว่า “กติกาสูงสุด” ไม่ได้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นของประชาชนทั้งประเทศ.

ข่าวล่าสุด

สิ้นสุดการรอคอย 22 ปี ! "อาร์เซน่อล"แชมป์พรีเมียร์ลีก 25-26

สิ้นสุดการรอคอย 22 ปี ! "อาร์เซน่อล"แชมป์พรีเมียร์ลีก 25-26