
ค้านแผนหยุดรถไฟเข้ากรุงชั้นใน คนวงในรฟท.แนะสร้างทางข้ามแทนตัดเส้นทาง
นโยบายเบรกรถไฟแค่ชานเมืองถูกวิจารณ์ยับว่าโยนหินถามทาง ด้านผู้เชี่ยวชาญเสนอทางออกที่ยั่งยืนด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มพนักงานที่ขาดแคลนวิกฤต
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมมีแผนสั่งให้รถไฟหยุดวิ่งแค่ชานเมืองเพื่อลดอุบัติเหตุ แต่คนใน รฟท. คัดค้านอย่างหนัก โดยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและสร้างภาระให้ผู้โดยสาร
- ผู้คัดค้านชี้ว่าการยกเลิกรถไฟเข้าเมืองเป็นการสวนทางกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และปัญหาที่แท้จริงคือจุดตัดที่ยังใช้ระบบเก่า การขาดแคลนบุคลากร และผู้ใช้รถฝ่าฝืนกฎจราจร
- ข้อเสนอแนะจากคนวงในคือให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการลงทุนสร้างทางข้ามหรือทางลอดรถไฟตามจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูง แทนการยกเลิกเส้นทางเดินรถ
ล้วงแผนรื้อระบบราง สั่งถอยทัพจอดแค่ชานเมือง
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสะบัดปากกาออกข้อสั่งการด่วน ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน เกี่ยวกับแผนการยุติการเดินรถไฟเข้าสู่กรุงเทพมหานครชั้นใน โดยหวังใจว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุและปัดเป่าปัญหาบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนนในเขตเมืองให้หมดไป
โมเดลเบื้องต้นกำหนดฉากทัศน์ใหม่ไว้ชัดเจน
- สายใต้และสายตะวันตก: ให้ขบวนรถจอดสิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วผลักภาระให้ระบบขนส่งอื่น เช่น รถโดยสาร รับส่งผู้โดยสารเข้าเมืองแทน
- สายตะวันออก: ให้จอดสิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง แล้วเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า Airport Rail Link รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือรถ ขสมก.
- รถขนส่งสินค้า: ถูกจำกัดเวลาให้วิ่งเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเร่งด่วนปูพรมตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถทุกคนแบบไม่มีข้อยกเว้น หลังเกิดเหตุการณ์ล่าสุดที่พนักงานขับรถยอมรับว่าเสพสารเสพติดก่อนปฏิบัติหน้าที่
คนรถไฟชี้ "เกาไม่ถูกที่คัน-เดินสวนทางโลก"
ทว่า นโยบายดังกล่าวกลับจุดชนวนระเบิดวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากผู้เชี่ยวชาญวงใน ทั้งดร.ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการ รฟท. และนายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.) ซึ่งรายหลังนี้มีภูมิหลังเป็นพนักงานขับรถไฟมาก่อน ทั้งสองประสานเสียงคัดค้านเดือดดาล โดยมองว่านี่คือการ "แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ" และเป็นเพียงการ "โยนหินถามทาง" เพื่อลดกระแสสังคมเท่านั้น
"ในประเทศที่เจริญแล้วและมีระบบรางที่มีประสิทธิภาพ เช่น อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา รถไฟล้วนวิ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งสิ้น เพื่อขนส่งคนจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ การยกเลิกรถไฟเข้าเมืองจึงเป็นการเดินสวนทางกับเทรนด์โลก"
ข้อกังวลหลักที่ถูกฉายภาพชัดเจนประกอบด้วย:
สร้างภาระให้ผู้โดยสารจนเกิด "รอยต่อ": การหยุดรถแค่ชานเมืองทำให้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจากลพบุรีหรือรังสิตที่พึ่งพารถไฟชานเมืองเข้ามาทำงาน ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและใช้เวลาเดินทางนานขึ้นโดยใช่เหตุ
จราจรอัมพาต-มลพิษพุ่ง: การเปลี่ยนให้คนจำนวนมหาศาลจากรถไฟขบวนหนึ่งไปใช้รถโดยสาร จะต้องใช้รถบัสจำนวนมาก ซ้ำเติมให้ถนนในกรุงเทพฯ ที่วิกฤตอยู่แล้วติดขัดรุนแรงกว่าเดิม
บดบังคุณค่าประวัติศาสตร์: สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามระดับสากล อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ควรค่าแก่การรักษาไว้เป็นจุดเชื่อมต่อเดินทาง ไม่ใช่ปล่อยทิ้งร้าง
เปลือยแผลระบบความปลอดภัย และวิกฤตหลังพวงมาลัย
ในฐานะอดีตคนขับรถไฟ นายสราวุธเปิดเผยข้อมูลเทคนิคว่า ปัจจุบันเมื่อรถไฟเข้าใกล้จุดตัด พนักงานขับรถจะสังเกตสัญญาณไฟวาบ 5 ดวงเป็นหลัก หากไฟติดแสดงว่าเครื่องกั้นลงเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาคือ จุดตัดหลายแห่งยังใช้ระบบควบคุมด้วยมือ (Manual) พนักงานกั้นถนนต้องเอาเครื่องกั้นลงให้สนิทก่อนแล้วจึงกดสัญญาณไฟ หากระบบขัดข้องต้องใช้ธงเขียว หรือใช้ธงแดงกรณีมีสิ่งกีดขวาง อีกทั้งระบบการสื่อสารระหว่างรถไฟกับพื้นดินยังเป็นแค่วิทยุสื่อสารเพื่ออำนวยความสะดวก ไม่มีระบบอัตโนมัติหรือ GPS ที่สมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร มักง่าย และฝ่าฝืนสัญญาณเครื่องกั้น ประกอบกับ รฟท. กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก โดยขาดพนักงานขับรถกว่า 300 คน และช่างเครื่องอีกกว่า 400 คน (หายไปเกือบ 50% ของอัตราที่ควรมี) ส่งผลให้พนักงานกั้นถนนต้องทำหน้าที่ยาวนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน การควงเวรต่อเนื่องทำให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสม ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจ ส่วนการตรวจสารเสพติดให้ทั่วถึงก็ทำได้ยากเพราะคนไม่พอปฏิบัติหน้าที่
ข้อเสนอทางออกที่ยั่งยืน แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
แทนที่จะยุติหรือยกเลิกขบวนรถไฟเข้าสู่กรุงเทพมหานครชั้นใน อดีตผู้บริหารและผู้นำแรงงานได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในมิติต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินการให้เป็นข้อความปกติ ดังนี้
- มิติด้านเทคโนโลยี: รัฐบาลควรสนับสนุนให้นำระบบอัตโนมัติมาใช้ปฏิบัติงานแทนระบบควบคุมด้วยมือ (Manual) เพื่อลดภาระของพนักงานที่เหนื่อยล้า และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error)
- มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ควรเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างทางข้าม (Overpass) หรือสร้างทางลอด (Underpass) บริเวณจุดตัดทางรถไฟที่มีความเสี่ยงสัมผัสกับรถยนต์สูง แทนการใช้อำนาจสั่งการยกเลิกขบวนรถ
- มิติด้านการสนับสนุนจากรัฐ: รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มกำลังคนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นลำดับแรก ๆ แทนการอ้างเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ พร้อมทั้งคิดค้นวิธีดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น ด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ถูกและเข้าถึงง่าย เช่น การพัฒนาความร่วมมือในระบบตั๋วร่วม
- มิติด้านมาตรฐานบุคลากร: ต้องกวดขันมาตรฐานและมาตรการตรวจสอบสารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์ของพนักงานอย่างถี่ถ้วนและละเอียดรอบคอบมากขึ้น โดยอาจประสานงานและใช้สถานพยาบาลของการรถไฟแห่งประเทศไทยเองเข้ามาร่วมตรวจตราอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อจำนวนกำลังคนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละวัน
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ







