
“อีโบลา” ยังไม่พบระบาดในไทย หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินจากการระบาดใน "คองโก"
กรมการแพทย์ย้ำ "อีโบลา" ยังไม่พบระบาดในไทย หลังองค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับชาติ
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค “อีโบลา” (Ebola) ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ
กระทรวงสาธารณสุขได้มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังตามประกาศดังกล่าว ซึ่งโรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด 19
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย
อาการเริ่มต้นของโรคอาจคล้ายไข้ทั่วไป เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด
สำหรับการรักษาในปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กรมการแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษา ระบบห้องแยกโรค อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยสงสัยในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
WHO ประกาศให้ "อีโบลา" ที่ระบาดในคองโกเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 โดยกำหนดให้การแพร่ระบาดของโรคไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo virus) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (Public Health Emergency of International Concern - PHEIC)
เนื่องจาก เป็นสถานการณ์ที่เข้าขั้น "ไม่ปกติ" คือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูล ณ วันที่ประกาศ (16-17 พฤษภาคม) ในจังหวัดอิตูริพบผู้ป่วยสงสัยพุ่งสูงถึง 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 80 ราย
ในขณะเดียวกัน เกิดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนแล้ว โดย WHO ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อยืนยัน 2 รายในกรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา ซึ่งทั้งสองรายเป็นผู้ที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ถือเป็นความเสี่ยงสูงมากที่เชื้อจะกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่มีพรมแดนติดกัน
จุดที่น่ากังวลคือเชื้อได้แพร่กระจายจากชุมชนเหมืองแร่เข้าสู่เขตเมืองใหญ่อย่าง เมืองบูเนีย (Bunia) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูริ นอกจากนี้ยังพบ บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย
อีกทั้งยังเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์หายากอย่าง Bundibugyo virus (BDBV) ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) ที่เคยระบาดหนักในอดีต ทำให้ปัจจุบันโลกยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสชนิดใดที่ได้รับการรับรองให้ใช้กับสายพันธุ์นี้ การควบคุมโรคจึงต้องพึ่งพาการกักกันโรค การสืบสวนประวัติ และการรักษาประคับประคองอาการอย่างรวดเร็วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ (PHEIC) เพื่อระดมทุน ความช่วยเหลือ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน แต่ WHO ระบุชัดเจนว่า สถานการณ์ ณ ตอนนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะประกาศให้เป็น "การระบาดใหญ่ทั่วโลก"
สาเหตุการระบาด
การระบาดในครั้งนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติ (INRB) เมืองกินชาซา ว่ามีสาเหตุมาจาก ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo virus - BDBV) ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่พบได้ยาก สันนิษฐานว่ามีต้นตอมาจาก ค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งเป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสชนิดนี้
ทั้งนี้ เมื่อมนุษย์ไปสัมผัสกับสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ จะได้รับไวรัสมา ก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง (เลือด, อาเจียน, อุจจาระ) ของผู้ป่วย







