
AI Deepfake ในวันที่ดาราต้องจดทะเบียนเสียงและหน้าตาของตัวเอง
เมื่อ AI Deepfake สมจริงจนควบคุมยาก Taylor Swift ถึงขั้นจดทะเบียน “เสียงและภาพลักษณ์” ป้องกันการปลอมแปลงและสวมรอยบนโลกออนไลน์
KEY
POINTS
- เทคโนโลยี AI Deepfake ถูกนำไปใช้สร้างภาพและเสียงปลอมของดาราโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์
- ดาราอย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ เริ่มแก้ปัญหาด้วยการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับเสียงและหน้าตาของตนเอง เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการทางกฎหมาย
- การใช้กฎหมายเครื่องหมายการค้าและกฎหมายแพ่งกลายเป็นแนวทางใหม่ในการรับมือ Deepfake สำหรับคนดัง ขณะที่หลายประเทศเริ่มปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลทั่วไป
ความก้าวหน้าของ AI เป็นไปอย่างก้าวกระโดด สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อหลายวงการและอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียงที่สมจริงอย่าง Deepfake ทำให้เกิดการนำภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ส่วนบุคคลไปใช้ในทางผิด
จนที่สุดเรามาถึงจุดที่ดาราจำเป็นต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอัตลักษณ์ของตนเอง
ในวันที่เสียงและหน้าตาของเราถูกนำไปใช้ตามอำเภอใจ
Taylor Swift นักร้องสาวชื่อดังได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับ เสียง และ ภาพลักษณ์ ของเธอทุกรูปแบบ ในวันที่ 24 เมษายน 2026 นับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่เกิดขึ้น จากผลกระทบในการขยายตัวของการ Deepfake ที่รุนแรงขึ้นทุกวันจากเทคโนโลยี AI
ปัญหานี้เริ่มต้นจากการที่มีผู้ใช้เทคโนโลยี AI ปลอมแปลงภาพอนาจารของเธอขึ้นมาแล้วนำไปปล่อยบนแพลตฟอร์ม X จนแพร่หลายและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นวงกว้าง ทั้งยังมีกรณีเลือกตั้งสหรัฐฯปี 2024 ที่เธอถูกนำไปแอบอ้างให้การสนับสนุนนักการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอม จนกลายเป็นประเด็นใหญ่โต
แน่นอนเมื่อพูดถึงการปกป้องศิลปินสิ่งแรกที่คนนึกถึงย่อมเป็นกฎหมายลิขสิทธิ์ ปัญหาคือกระบวนการของ AI ไม่ใช่การก็อปปี้เพลงหรือวีดีโอขึ้นมา แต่เป็นการนำวีดีโอต้นฉบับไปเรียนรู้แล้ว สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ตรวจสอบว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
ในทางกลับกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะทำให้การสร้างเนื้อหาเสียงจาก AI ที่มีความคล้ายคลึงจนทำให้สับสน หรือภาพปลอมที่เลียนแบบบุคลิกของเธอ ถูกยื่นคำสั่งระงับการเข้าถึงเนื้อหาได้ทันที พร้อมฟ้องร้องเพื่อเล่นงานทั้งผู้โพสต์และแพลตฟอร์มที่เผยแพร่ได้ทันที สะดวกต่อการดำเนินการทางกฎหมายมากกว่า
นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางรับมือ Deepfake ที่เปลี่ยนไปเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยยิ่งขึ้น
กฎหมายแพ่ง แนวทางกฎหมายสำหรับรับมือ AI Deepfake
อันที่จริง Taylor Swift ไม่ใช่ดาราคนแรกที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามารับมือ AI ก่อนหน้านี้ Matthew McConaughey ดาราดังของฮอลีวูดก็มาจดทะเบียนเสียงของเขาอย่างจริงจังหลังถูกนำไปใช้ในโฆษณา Deepfake ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนเริ่มนำประเด็นกฎหมายแพ่งมาใช้งาน
นี่อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการ เพราะ Taylor Swift จดทะเบียนทั้งเสียง ภาพลักษณ์ คอนเสิร์ต สำหรับการนำไปใช้ทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ จนค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Group เริ่มพิจารณาให้ศิลปินในสังกัดจดทะเบียนตามรอยเธอ
แนวทางใช้กฎหมายแพ่งเพื่อป้องกันตัวและตอบโต้ Deepfake ไม่ได้เกิดเพียงในสหรัฐฯ ดาราบอลลีวูดในอินเดียอย่าง Aishwarya Rai Bachchan และ Anil Kapoor ก็อาศัยฎหมายแพ่งในการปิดเว็บไซต์ และระงับการเข้าถึงเนื้อหาของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เผยแพร่ Deepfake ของพวกเขาด้วยเช่นกัน
แน่นอนการเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจทำให้ กฎหมายแพ่ง กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ต่อการรับมือ Deepfake ที่แนบเนียนและล้ำสมัยขึ้นด้วย AI ที่จะช่วยระงับการเผยแพร่เนื้อหาวงกว้างและจัดการต่อผู้กระทำผิดได้ง่ายดายขึ้น นับเป็นการปรับตัวและแนวทางรับมือที่สมเหตุสมผล
แต่นั่นอาจเป็นแนวทางที่ทำได้เพียงดารานักแสดงแต่อาจยากไปหน่อยสำหรับคนทั่วไป
คนธรรมดาก็ไม่ปลอดภัย ในวันที่ใบหน้าเราถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
หลายท่านอาจรู้สึกว่า ข่าวนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตนนัก เนื่องจากเราไม่ใช่ดารา ผู้มีชื่อเสียง หรือเซเลปอะไร แต่ปัจจุบันผลกระทบของ Deepfake จาก AI ขยายตัวสู่คนทั่วไปเต็มรูปแบบ เมื่อมีการค้นพบว่า แพลตฟอร์มละครแนวตั้งของจีน นำใบหน้าและรูปลักษณ์ของผู้อื่นไปใช้เป็นดาราโดยไม่ได้รับอนุญาต
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งที่ถูกนำใบหน้าและรูปลักษณ์ไปใช้ในละครสั้น รับบทบาทเป็นนางร้ายที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและไม่เหมาะสม โดยที่เธอยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือนำแสดงในซีรีส์ดังกล่าว แต่กลับมีภาพใบหน้าของเธอปรากฏอยู่ตลอดเรื่อง
สิ่งนี้คาดว่ามาจากการใช้ AI สร้างคลิปสั้นขึ้นมาเพื่อทำเงิน เช่น Seedance 2.0 ที่สร้างวีดีโออกมาได้อย่างสมจริง ดึงภาพที่ถูกโพสต์อยู่บนโซเชียลมีเดียทั้งหลาย แล้วนำมาทำ Deepfake เพื่อเอาใบหน้า รูปลักษณ์ และบุคลิกของคนอื่นมาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำมาใช้ถ่ายทอดบทบาทตามต้องการ
จริงอยู่การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายจีน ถือเป็นการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์และชื่อเสียง แต่นอกจากถอดเนื้อหาออกจากแพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางการรับชม ผู้เสียหายกลับไม่ได้สามารถดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ผลิตเนื้อหาได้ จากการไม่ยอมให้ความร่วมมือของแพลตฟอร์ม
และจากแนวโน้มกฎหมายจีนต่อให้สั่งฟ้องผู้ผลิตได้สำเร็จจนสามารถเรียกค่าชดเชยได้ มูลค่าที่จะได้รับจากคดีความก็ยังไม่มากนัก เนื่องจากขีดจำกัดของมูลค่าเชิงพาณิชย์ของบุคคลทั่วไปที่ประเมินจากศาล จนทำให้คนทั่วไปแค่การปกป้องตัวเองจากเนื้อหาปลอมแปลงแอบอ้างเหล่านี้ยังเป็นเรื่องยาก
แนวทางรับมือทางกฎหมายในปัจจุบัน
ใช่จะนิ่งนอนใจปัจจุบันกฎหมายเริ่มได้รับการปรับปรุงเพื่อตอบสนองต่อเรี่องนี้แล้วเช่นกัน หนึ่งในประเทศที่ตื่นตัวมากคือ ออสเตรเลีย ที่ออกกฎหมายให้ การสร้างและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ รวมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นผ่านข้อมูลทางดิจิทัลทั้งหลาย กลายเป็นความผิดทางอาญา
อีกประเทศที่มีการตื่นตัวในด้านนี้คือเจ้าของเทคโนโลยีอย่าง สหรัฐฯ มีการบังคับใช้ Take it Down Act ที่ห้ามเผยแพร่ภาพอนาจารรวมถึงการปลอมแปลงทางดิจิทัลโดยไม่ได้รับความยินยอมตั้งแต่ปี 2025 และกำลังอยู่ในช่วงปรับแก้กฎหมายเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้ คนทั่วไป สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก Deepfake และข้อมูลลำดับ DNA
บางประเทศอย่างอินเดีย แคนาดา หรือแอฟริกาใต้ อาจยังไม่มีการร่างกฎหมายขึ้นมาเฉพาะ แต่เริ่มมีการนำกฎหมายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมาบังคับใช้ในคดีฟ้องร้อง โดยเฉพาะอินเดียที่เตรียมขยายขอบเขตความผิดทางแพ่งให้ครอบคลุมถึงการปลอมแปลงภาพด้วย Deepfake และ AI เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่กำลังทยอยปรับตัวเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าส่วนบุคคลแบบสหรัฐฯ แต่อาศัย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ในการเอาผิดเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมแค่ประเด็นทางแพ่งไม่ใช่ทางอาญา แต่ปัจจุบัน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(EDTA) ก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อออกร่างกฎหมาย ร่างพ.ร.บ. AI ขึ้นมาเช่นกัน
แน่นอนนี่ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ในเร็ววัน การรับมือ Deepfake ต้องอาศัยเวลาและอาจยาวนานนับสิบปี เพื่อให้ออกมาครอบคลุมรอบด้าน ประกอบกันทั้งในส่วนของอาญา แพ่ง และเทคโนโลยีเพื่อรับมือ ที่เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า แต่ละประเทศจะรับมือกันอย่างไร
ที่มา
https://www.posttoday.com/ai-today/742286
https://www.youtube.com/watch?v=ny-nnPjKZTg
https://www.bbc.com/news/articles/crm1mygrmv2o







