posttoday
จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส!  โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส! โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

11 พฤษภาคม 2569

โรคระบาดใหม่กว่า 60% มีต้นกำเนิดจากสัตว์ แนวคิด One Health จึงไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่คือ “แผนเอาตัวรอด” ของโลก

KEY

POINTS

  • การมองสุขภาพของมนุษย์แยกขาดจากสุขภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคระบาดจากสัตว์สู่คน เช่น โควิด-19 และฮันตาไวรัส
  • โลกต้องจ่ายต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาลจากโรคระบาด ซึ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการป้องกันด้วยแนวคิด "One Health" ที่มองทุกอย่างเป็นองค์รวม
  • แนวทางแก้ไขคือการใช้หลักการ "One Health" และจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนให้มีความสามารถคิดข้ามศาสตร์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต

เมื่อโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกในปี 2563 หลายคนตั้งคำถามว่า เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร?

 

เหตุผลหนึ่งที่กลายเป็นคำตอบซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมไปถึงมุมมองทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกชี้ตรงกันคือ เพราะมนุษย์ มองเรื่องของ “สุขภาพ” แยกส่วนจากกัน แยกมนุษย์ ออกจากสัตว์ และแยกสัตว์ ออกจากสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ทุกอย่างนี้เชื่อมโยงกันทั้งหมด และโควิด -19 ก็เป็นหลักฐานประจักษ์ที่ชัดเจน เพราะไวรัสจากค้างคาวกลายเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปได้นับล้าน

 

แนวคิดดังกล่าวนี้ มีชื่อเรียกว่า “One Health”

 

โควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อ SARS-CoV-2  มีแนวโน้มสูงมากว่ามีจุดกำเนิดจากค้างคาว ก่อนถ่ายทอดสู่มนุษย์ผ่านสัตว์ตัวกลาง ไม่ใช่แค่นั้น ผู้ป่วยกลุ่มแรกๆ จำนวนมากล้วนทำงานอยู่ในตลาดสดที่ไวรัสปรากฏครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ สามารถก่อให้เกิดการระบาดได้

กรณีของฮันตาไวรัส (Hantavirus) ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน อันที่จริงแล้ว ก่อนเรื่องจะโด่งดังจากเหตุการณ์เรือสำราญซึ่งคร่าชีวิตคนไปแล้ว 3 รายเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเดินเรือจากเมือง Ushuaia ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งอาร์เจนตินามีรายงานผู้เสียชีวิตจากฮันตาไวรัสพุ่งสูงขึ้นในปีที่แล้ว โดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การที่มนุษย์เริ่มขยายตัวไปใช้ที่ดินซึ่งเคยเป็นพื้นที่อยู่ของเหล่าหนู (ป่า) ดังกล่าว โดยมนุษย์จะติดเชื้อจากการสัมผัสหนูที่ติดเชื้อ หรือสูดละอองฝอยที่ปนเปื้อนไวรัส

ฮันตาไวรัสแสดงให้เห็นว่าโรคจากสัตว์คงอยู่ในธรรมชาติ สัตว์จะไม่แสดงอาการป่วย ทำให้ไวรัสแฝงตัวรออยู่เงียบๆ จนกว่าที่มนุษย์จะโชคร้ายไปติดเชื้อเข้า!  และไวรัสนี้สามารถอยู่ร่วมกับหนูได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าหนูจะตาย

 

WHO ระบุว่า โรคติดเชื้ออุบัติใหม่จำนวนมากของโลกมีต้นกำเนิดจากสัตว์ โดยบางการประเมินระบุว่าสูงถึง 60–75%  และมนุษย์ไม่มีทางรู้ว่าภัยคุกคามต่อไปจะมาถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่ทำได้คือสร้างระบบที่เตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา และนั่นคือที่มาของ One Health ซึ่งจะต้องสร้างระบบที่ดูแลแบบองค์รวมได้แก่ สิ่งแวดล้อม สัตว์ และมนุษย์

 

ทั้งนี้ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ต้นทุนที่ต้องเสียไปจากโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คนนั้นสูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลารห์สหรัฐ และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยอ้อมอีกราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ IMF เคยประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 อาจสูงหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหลายปีหลังการระบาด

 

แต่!

 

ธนาคารโลกประเมินว่าการป้องกันโรคตามหลัก One Health ใช้งบประมาณเพียงราว 10,300–11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุนด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดใหญ่และภัยคุกคามสุขภาพครั้งใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ลงทุนป้องกัน 1 บาท คุ้มค่ากว่าจ่ายค่ารักษาหลายร้อยบาท!

 

 

ปัญหา One Health ทำไมคนยังไม่ให้ความสำคัญ?

 

อันที่จริงในวงการสาธารณสุขได้มีการพูดถึง One Health ค่อนข้างมาก แต่ประชาชนกลับรู้น้อย!

โจทย์สำคัญคือการทำงานระหว่างสาขาวิชาต่างๆ เป็นเรื่องยาก เช่น คนที่เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกับคนที่จัดการเรื่องโรคของสัตว์ ทำงานกับแพทย์ นั้นย่อมเป็นเรื่องที่ข้ามกระทรวง! ระบบแชร์ข้อมูลกันก็มีค่อนข้างจำกัด

 

ส่วนที่ยากที่สุดคือ "มิติสิ่งแวดล้อม" ที่มักจะถูกละเลย ทั้งๆ ที่ปัจจุบันไม่ใช่แค่เฉพาะโรคระบาดเท่านั้น แต่โรคอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลตามมา เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น รูปแบบฝนที่เปลี่ยนแปลงไป การทำลายป่าจะขยายอาณาเขตของยุง ทำให้โรคอย่างมาลาเรีย หรือไข้เลือดออกปรากฎขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาด

หรือน้ำท่วมจากสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว ก็จะทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงขนาดใหญ่ รวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์บางส่วนกังวลว่า การละลายของชั้นดินเยือกแข็งอาจปลดปล่อยจุลชีพหรือเชื้อโรคโบราณที่เคยถูกแช่แข็งไว้เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ปัญหาที่ว่า One Health ไม่ได้ลงไปสู่ระดับท้องถิ่น ไม่ได้สร้างความตระหนักให้เกิดแก่ชุมชน ก็เป็นโจทย์สำคัญที่โลกนี้ยังต้องเดินหน้าต่ออีกยาว!

 

จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส!  โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

 

 

เยาวชนคือหัวใจสำคัญ เพราะต้องเป็นผู้แก้ปัญหาในอนาคต

 

สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรุกล้ำที่ดิน เช่น การทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตร หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อให้ สิ่งแวดล้อม และสัตว์ ไม่เอื้อต่อการเกิดโรคนั้น ใช้เวลานาน ยุทธศาสตร์ One Health ของประเทศไทยแม้จะเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ไข้หวัดนกในปี 2547 กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานับสิบๆ ปี

 

พูดง่ายๆ คือ การตัดสินใจที่ทำวันนี้ อาจจะเห็นผลจริงในอีกหลายสิบปีข้างหน้า และคนที่จะนำพาการตัดสินใจนี้ให้อยู่รอดระยะยาวได้ก็คือ “เยาวชน” ที่จะต้องมีความรู้เรื่องนี้

 

จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส!  โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

 

ผศ. อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ ในฐานะประธานโครงการ ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดโดยบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเลือกใช้ธีม "One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ”  กล่าวว่า เยาวชนวันนี้ไม่ใช่แค่ "อนาคต" แต่คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายระดับโลก เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ศูนย์ภายในปี 2050 ส่วนในมิติ One Health นั้น ต้องเน้นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพคน และสุขภาพสัตว์ ไม่อาจแยกออกจากกันได้อีกต่อไป และการแก้ปัญหาในอนาคตต้องอาศัยผู้ที่สามารถ "คิดข้ามสาขา" และ "สื่อสารข้ามวิชาชีพ" ได้จริง เพราะเรื่องสุขภาพไม่สามารถแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปได้แล้ว

 

จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส!  โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

 

 

สิ่งที่ต้องปลูกฝังเยาวชนจึงไม่ใช่แค่ความรู้เรื่อง One Health แต่เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้นำคนต่อไป นั่นคือ T-shaped skills ที่ผสมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ากับความเข้าใจในศาสตร์อื่นๆ บวกกับการคิดเชิงวิพากษ์ ความสามารถในการปรับตัว และความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนที่จะยืนหยัดได้ในโลกที่ไม่รอให้พร้อมก่อน

 

“แม้ค่ายจะรับผู้เข้าร่วมได้เพียงปีละประมาณ 50 คน แต่เยาวชนเหล่านี้จะขยายผลความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างต่อไป เพราะค่ายแห่งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความเข้าใจเชิงระบบ ทักษะการคิด และความสามารถในการปรับตัว พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต”

 

จากโควิด-19 ถึงฮันตาไวรัส!  โลกกำลังจ่ายราคาแพง เพราะมอง "สุขภาพ" แยกจาก "สิ่งแวดล้อม"

 

 

….

 

โรคระบาดรอบหน้าจะมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้แน่ แต่การเตรียมพร้อมเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์สำคัญ ที่ทุกคนต้องตระหนักรวมถึง “เด็กและเยาวชน”

ข่าวล่าสุด

วิเคราะห์ทิศทาง "ทักษิณ-เพื่อไทย" ในวงล้อมนิติสงครามและโจทย์เศรษฐกิจ

วิเคราะห์ทิศทาง "ทักษิณ-เพื่อไทย" ในวงล้อมนิติสงครามและโจทย์เศรษฐกิจ