
วิเคราะห์ทิศทาง "ทักษิณ-เพื่อไทย" ในวงล้อมนิติสงครามและโจทย์เศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- การกลับมาของทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกอบกู้วิกฤตศรัทธาของพรรคเพื่อไทยที่กำลังอยู่ในภาวะความนิยมตกต่ำ
- พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับ "นิติสงคราม" ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรัฐประหารรูปแบบใหม่ที่ใช้กฎหมายและบรรทัดฐานทางจริยธรรมเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง
- ความท้าทายสำคัญนอกสภาคือวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าเสียงข้างมากในสภา
การกลับมาของ "ทักษิณ ชินวัตร" ในฐานะศูนย์กลางอำนาจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางของพรรคเพื่อไทยที่กำลังเผชิญภาวะ "ขาลง" ท่ามกลางกระแสนิติสงครามที่รุกคืบ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มขยับขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามในเชิงยุทธศาสตร์สภาและพื้นที่
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ฉายภาพสถานการณ์การเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่าแม้ "ทักษิณ ชินวัตร" จะพยายามรักษาระยะห่างในช่วงพักโทษด้วยวาทกรรม "อัลไซเมอร์ทางการเมือง" แต่ในความเป็นจริง การเมืองจะวิ่งเข้าหาบ้านจันทร์ส่องหล้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประสบการณ์ของนายทักษิณในการแก้วิกฤตศรัทธาและวางยุทธศาสตร์ใหม่ให้กับพรรคเพื่อไทยที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ยุทธศาสตร์ "ส่งไม้ต่อ" ท่ามกลางความท้าทายดิจิทัล
ภารกิจเร่งด่วนของพรรคเพื่อไทยในมุมมองนักวิชาการ คือการปรับตัวจากความสำเร็จในอดีตยุคไทยรักไทยสู่ "ยุคดิจิทัล" ที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาทางการเมืองรวดเร็วขึ้น พรรคจำเป็นต้องลดการยึดติดตัวบุคคลและสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อ มิฉะนั้นอาจเผชิญภาวะถดถอยอย่างถาวรในระยะยาว
นิติสงคราม: รัฐประหารรูปแบบใหม่
ประเด็น "นิติสงคราม" (Lawfare) ถูกยกขึ้นมาเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ในการจัดการขั้วอำนาจทางการเมือง โดยมีวิวัฒนาการจากการยุบพรรคสู่การใช้บรรทัดฐานทาง "จริยธรรม" เป็นเครื่องมือ รศ.ดร.ยุทธพร นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น "การรัฐประหารรูปแบบใหม่" ที่ไม่ต้องใช้รถถัง แต่ใช้กฎหมายและโซเชียลมีเดียในการ "รีเซ็ต" ระบบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักนิติธรรมและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย
ภูมิใจไทย: ตัวแปรที่ราบรื่นกว่า
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต่างบอบช้ำจากคดีความ พรรคภูมิใจไทยกลับมีเส้นทางที่โดดเด่นขึ้นมาด้วยการผสาน "เครือข่ายบ้านใหญ่" เข้ากับ "การเมืองดิจิทัล" ได้อย่างลงตัว ทำให้มีความได้เปรียบในเชิงอำนาจต่อรองภายในสภาสูงกว่าพรรคอื่นในช่วงเวลานี้
วิกฤตเศรษฐกิจ: โจทย์นอกสภาที่สยบยาก
แม้รัฐบาลจะคุมเสียงข้างมากในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ "คณิตศาสตร์ทางการเมือง" อาจไร้ความหมายหากต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และภาระเงินกู้มหาศาล ปัญหาปากท้องของประชาชนคือชนวนเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่การชุมนุมประท้วงนอกสภา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่กระแสความไม่พอใจจะลุกลามเกินกว่าจะควบคุมได้
การกลับมาของทักษิณคือ "ดาบสองคม" ที่เป็นทั้งโอกาสในการกอบกู้พรรคและเป้าล่อในเกมนิติสงคราม ขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน สส. ในมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่ ณ ขณะนี้







