
เลขาฯ แพทยสภาชี้ช่องโหว่ "ผลิตบุคลากรสุขภาพ" แนะ อว.-สภาวิชาชีพทำงานร่วม
เลขาฯ แพทยสภาชี้ช่องโหว่ระบบผลิตบุคลากรสุขภาพไทย หากไม่แก้จะกระทบกับประชาชน แนะ อว.-สภาวิชาชีพร่วมมือแก้ ไม่อิสระจากกัน
กรณีทันตแพทยสภา มีคำสั่ง ที่ 58/2568 เพิกถอนการรับรองปริญญาทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ที่ได้รับรองจากทันตแพทยสภา ของมหาวิทยาลัยเอกชน ชื่อดังใน จ.ลำปาง หลังจากที่มีมติให้ความเห็นชอบหลักสูตร รับรองปริญญา ในปีการศึกษา 2563 – 2565
ต่อมาทันตแพทยสภา ชี้แจงโดยยืนยันแนวทางเยียวยานักศึกษาที่ได้รับผลกระทบว่า ยังสามารถเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมได้ ภายใต้เงื่อนไขและขั้นตอนที่กำหนด
และได้มีการออกมาให้สัมภาษณ์จากทาง อว. ชี้ถึงกฎหมาย ที่มีการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การตรวจสอบมหาวิทยาลัยซึ่งผลิตบุคลากรด้านสายสุขภาพของกระทรวงอว. และ สภาวิชาชีพ แยกอิสระจากกัน ซึ่งทางกระทรวงฯ กำลังหาทางแก้ไข โดยมีแนวโน้มจะให้สภาวิชาชีพ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางก่อนเปิดคณะฯ รวมไปถึงทำงานสอดประสานกันมากยิ่งขึ้น ดังที่ โพสต์ทูเดย์ ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น
(อ่านเพิ่มเติม : ล่าสุด! อว. แจงปมทันตะม.ดัง หากยังไม่คืบหน้าในวันอังคารนี้ เตรียมเรียก "อธิการบดี" เข้าหารือ )
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อความผ่านเพจ “อิทธพร คณะเจริญ”
แสดงความเห็นกรณีการเพิกถอนการรับรองปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ว่า
ก่อนอื่น ผมขอเรียนว่าความเห็นต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวในฐานะเลขาธิการแพทยสภา มิใช่มติหรือท่าทีอย่างเป็นทางการของแพทยสภา และมิได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของทันตแพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องนี้ ทั้งนี้ ในฐานะองค์กรพี่น้องในระบบสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ผมมีความเข้าใจและเห็นใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประการแรก หลักการคุ้มครองประชาชนเป็นภารกิจร่วมของสภาวิชาชีพ
การที่สภาวิชาชีพพิจารณาเรื่องการรับรองหลักสูตรตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือคุ้มครองประชาชนผู้รับบริการ ผมในฐานะผู้ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันในวิชาชีพเวชกรรม จึงเข้าใจถึงความยากลำบากของการตัดสินใจในลักษณะนี้ เพราะแต่ละมติย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก แต่หากมาตรฐานวิชาชีพถูกประนีประนอม ผู้ที่ได้รับผลกระทบสุดท้ายคือประชาชน
ประการที่สอง ข้อสังเกตเชิงระบบ
กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวสะท้อนประเด็นเชิงโครงสร้างที่หลายสภาวิชาชีพเผชิญร่วมกัน คือ การที่สภาวิชาชีพมีอำนาจรับรองหลักสูตรในมิติของมาตรฐานวิชาชีพ ขณะที่อำนาจกำกับสถาบันอุดมศึกษาอยู่กับหน่วยงานอื่น การประสานงานระหว่างสองส่วนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมเห็นว่าการพัฒนากลไกประสานงานร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กับสภาวิชาชีพสุขภาพให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันปัญหาในอนาคต
ประการที่สาม ความเห็นใจต่อนักศึกษาและผู้ปกครอง
ผมขอแสดงความเห็นใจอย่างจริงใจต่อนักศึกษาและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ การลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรในการศึกษาวิชาชีพสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของแต่ละครอบครัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดหมาย ความรู้สึกกังวล สับสน และทุกข์ใจของผู้เรียนและครอบครัวเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ทั้งหมด ผมหวังว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหาทางออกที่เป็นธรรมและเหมาะสมที่สุดสำหรับนักศึกษา ซึ่งเชื่อมั่นว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ประการที่สี่ บทเรียนเรื่องการสื่อสาร
โดยทั่วไป การตัดสินใจของสภาวิชาชีพที่กระทบสิทธิของผู้เรียนและประชาชน ควรมาพร้อมกับการสื่อสารที่ชัดเจน ทันเวลา และเข้าถึงผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ผมเห็นว่าเป็นบทเรียนร่วมที่ทุกสภาวิชาชีพ รวมถึงแพทยสภาเอง ควรเรียนรู้และนำไปปรับระบบการสื่อสารของตนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิผล เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลทันเวลา เพราะเวลาเป็นเรื่องสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้
ประการที่ห้า มาตรการช่วยเหลือเยียวยา
ผมเห็นว่ามาตรการที่ทันตแพทยสภาประกาศ ทั้งการประสานสถาบันรองรับสำหรับผู้ที่ยังศึกษาอยู่ และการเปิดทางสอบใบประกอบวิชาชีพสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในรุ่นที่เคยได้รับการรับรอง เป็นแนวทางที่แสดงถึงความพยายามดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และเชื่อว่าทันตแพทยสภากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมในรายละเอียดต่อไป ซึ่งน่าจะมีประกาศออกมาเป็นระยะๆ
ประการที่หก ข้อเสนอสำคัญ การหารือร่วมระหว่าง อว. และสภาวิชาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ
ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและควรได้รับการพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วน คือ การเปิดหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาชีพสุขภาพระดับปริญญาตรีทุกหลักสูตร ควรมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาเปิดหลักสูตร ไม่ควรปล่อยให้เป็นอิสระต่อกัน
เหตุผลสำคัญคือ #วิชาชีพสุขภาพมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสาขาอื่น #เพราะผู้สำเร็จการศึกษาต้องสอบใบประกอบวิชาชีพจึงจะสามารถปฏิบัติงานได้จริง หากหลักสูตรเปิดดำเนินการโดยไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนอาจสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาตรี แต่ไม่สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งเท่ากับเสียโอกาสทั้งเวลา ทรัพยากร และอนาคตของผู้เรียนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ และเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเยาวชนของประเทศ
ผมจึงขอเสนอให้พิจารณาแนวทาง คือ การหารือร่วมระหว่างกระทรวง อว. และสภาวิชาชีพตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเปิดหลักสูตร การกำหนดให้มีการประเมินคุณภาพและมาตรฐานเป็นระยะตลอดวงจรการศึกษา ไม่ใช่เพียงการรับรองครั้งแรก
มีการติดตามผลการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้เรียนและต่อประชาชนผู้รับบริการในอนาคต และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อสถาบันเริ่มมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่ผู้เรียนจะได้รับผลกระทบ
ด้วยความสำคัญของประเด็นนี้ต่ออนาคตของบุคลากรสุขภาพและคุณภาพบริการสุขภาพของประเทศ ผมจึงขอเสนอด้วยความเคารพต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โปรดพิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วน และเปิดเวทีหารือร่วมกับสภาวิชาชีพสุขภาพทุกแห่ง เพื่อวางระบบที่ป้องกันมิให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
ท้ายที่สุด ผมขอย้ำว่าความเห็นนี้เป็นมุมมองส่วนตัว และเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งทันตแพทยสภา สถาบันการศึกษา หน่วยงานกำกับ และผู้ปกครองนักศึกษา ต่างมีเจตนาดีและกำลังพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ผมขอให้กำลังใจทุกฝ่าย และหวังว่าบทเรียนจากเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตบุคลากรสุขภาพของประเทศให้เข้มแข็ง มีคุณภาพ และคุ้มครองทั้งผู้เรียนและประชาชนได้อย่างแท้จริงต่อไป







