
สปสช. ฉายภาพความมั่นคงทาง "น้ำยาล้างไต" ผลิตเองมาตรฐานสากลมากว่า 10 ปี!
สปสช. เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพผลิตน้ำยาล้างไต CAPD – APD ในประเทศ "มาตรฐานเยอรมนี" ร่วมดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง
บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด (FME) ร่วมกับ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) (GHP) จัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงงานและเปิดตัวการผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงงานผลิตน้ำยาล้างไตของ GHP ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), องค์การเภสัชกรรม (อภ.), บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จํากัด, สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย, อายุรแพทย์โรคไต เภสัชกร และพยาบาลล้างไตทางช่องท้อง เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานในครั้งนี้
นายวิศิษฎ์ อนันต์สกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี มุ่งพัฒนานวัตกรรมและดูแลผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันดูแลผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 300,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคไตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยคาดว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 150,000 ราย สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเฉลี่ย 2,300 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7 ต่อปี
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยควบคู่ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำบัดทดแทนไต ทั้งแบบล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่อง (CAPD) และแบบอัตโนมัติ (APD) ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยาปราศจากเชื้อในประเทศไทย เป็นไปตามแนวคิดของภาครัฐ โดยองค์การเภสัชกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์และลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเริ่มจากการผลิตน้ำเกลือ ก่อนพัฒนาสู่การผลิตน้ำยาล้างไต ภายหลัง สปสช. ขับเคลื่อนนโยบาย "PD First" ในปี 2551 ทำให้เกิดความร่วมมือกับบริษัท Fresenius Medical Care (FME) จากเยอรมนี ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี
ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยเฉพาะ APD ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วย สามารถล้างไตในช่วงเวลากลางคืน และใช้ชีวิตประจำวันในช่วงกลางวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา
นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย โดยมีข้อดีคือสามารถทำได้ที่บ้าน ลดการเดินทางไปโรงพยาบาล ใช้บุคลากรน้อยกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และช่วยกำจัดของเสียได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกันวิธี APD ยังช่วยเพิ่มความสะดวกด้วยระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ประกอบกับการสนับสนุนของ สปสช. ที่ร่วมกับไปรษณีย์ไทยจัดส่งน้ำยาล้างไตถึงบ้านผู้ป่วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการเดินทาง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การที่ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำยาล้างไตได้เองทั้ง CAPD และ APD ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านระบบสุขภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น พร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณดูแลเพิ่มจากเกือบ 10,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็นกว่า 16,000 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนภาระด้านสุขภาพที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ สปสช. สนับสนุนการบำบัดทดแทนไตหลายรูปแบบ ทั้งการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต โดยแม้ต้นทุนในระบบจะใกล้เคียงกัน แต่ภาระของผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางเข้ารับบริการสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ขณะที่การล้างไตทางช่องท้องสามารถทำเองที่บ้าน และแบบอัตโนมัติสามารถทำในช่วงกลางคืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต
การมีโรงงานผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงของระบบจากการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 ที่เกิดปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก และในอนาคตหากสามารถพัฒนาการผลิตวัตถุดิบในประเทศได้ จะยิ่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยมากยิ่งขึ้น
.....
ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดันต้นทุนเม็ดพลาสติก PP ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของบรรจุภัณฑ์น้ำยาล้างไต ให้พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ซึ่ง นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการ GHP เคยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ โพสต์ทูเดย์
(อ่านเพิ่มเติม : ต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่ง 50%! อุตฯ น้ำเกลือ-ยาล้างไต ลั่น "ตรึงราคา" สู้ เพื่อคนไทย)
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า น้ำยาล้างไตได้รับผลกระทบหนักกว่าน้ำเกลือ เนื่องจากต้องบรรจุในแกลลอนพลาสติกขนาดใหญ่ที่ต้นทุนอาจขยับขึ้นถึง 40% และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การมีโรงงานผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศ พร้อมแผนพัฒนาวัตถุดิบในประเทศระยะยาว กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนของระบบสุขภาพไทย







