ต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่ง 50%! อุตฯ น้ำเกลือ-ยาล้างไต ลั่น "ตรึงราคา" สู้ เพื่อคนไทย
กางแผนระยะสั้น-ยาว! แม้จะมีสต็อกเพียงพอ 3-4 เดือน แต่อุตสาหกรรมน้ำเกลือต้องเผชิญกับราคาต้นทุน โดยเฉพาะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้น 50%
KEY
POINTS
- ต้นทุนเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือและน้ำยาล้างไตพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ในเดือน เมษายน ตามราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตยืนยันที่จะ "ตรึงราคา" จำหน่ายสินค้าไว้ให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและประชาชน
- ผู้ผลิตมีแผนรับมือระยะสั้น เช่น การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำและเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบทดแทน พร้อมยืนยันว่ามีสต็อกสินค้าเพียงพอสำหรับ 3-4 เดือนข้างหน้า ส่วนแผนระยะยาวยืนยันว่าถึงเวลาพลิกวิกฤตเป็นโอกาสที่จะพึ่งพาตนเอง
ในสภาวะที่ราคาพลังงานโลกผันผวนและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะราคาหมดพลังงานและปิโตรเคมี ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่าง “น้ำเกลือ” และ “น้ำยาล้างไต” ที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นหลัก เนื่องจากพลาดสติกผลิตจากเมล็ดพลาสติกที่ได้จากอุตสาหกรรมพลังงาน
โพสต์ทูเดย์ ได้พูดคุยกับ นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GHP ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำยาปราศจากเชื้อ (Sterile Solution) ชั้นนำของไทย เช่น น้ำเกลือล้างแผล, น้ำเกลือสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือด และน้ำยาล้างไตผ่านช่องท้องซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 55 ปี ถึงแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว
** หมายเหตุ การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ก่อนการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร
เมื่อ “บรรจุภัณฑ์” คือต้นทุนหลักที่แบกรับ
นพ.ธานินทร์ เปิดประเด็นว่า ต้นทุนที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ “พลังงาน” เนื่องจากพลาสติกที่ใช้ทำขวดน้ำเกลือ ทั้งแบบ PP (Polypropylene) และ PE (Polyethylene) ล้วนมีต้นทุนอิงตามราคาน้ำมันโลก
“สำหรับน้ำเกลือขณะนี้เม็ดพลาสติก PP ที่ผลิตในประเทศเริ่มขยับราคาขึ้นแล้ว โดยมีการแจ้งปรับขึ้นราคาสูงถึง 50% ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนการผลิตน้ำเกลือต่อขวดเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 10-15%”
ทั้งนี้ เม็ดพลาสติก PP ที่กลุ่มอุตสาหกรรมผลิต “น้ำเกลือ” และ “น้ำยาล้างไต” ใช้นั้น นพ.ธานินทร์กล่าวว่า ในประเทศไทยมีเจ้าเดียวคือ IRPC ของ ปตท. ซึ่งได้มีการแจ้งการปรับขึ้นราคาแล้วในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
ในขณะเดียวกันที่หนักกว่าน้ำเกลือ คือ น้ำยาล้างไตผ่านเครื่องไตเทียม ซึ่งต้องบรรจุในแกลลอนพลาสติกขนาดใหญ่ (5-6 ลิตร)
“แกลลอนเหล่านี้ต้องมีความแข็งแรงสูง ต้นทุนเดิมอยู่ที่เกือบ 20 บาทต่อใบ แต่เมื่อราคาเม็ดพลาสติกในประเทศขยับตัว แกลลอนอาจขึ้นราคาตามไปถึง 40%” นพ.ธานินทร์
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องราคาค่าขนส่ง
“ค่าขนส่งก็คืออีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง หากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงเกิน 33-35 บาทต่อลิตร ผู้ประกอบการจะเริ่มแบกรับไม่ไหว แต่ถ้าแตะ 35-40 บาท หรือน้ำมันโลกพุ่งถึง 100 เหรียญฯ อันนี้จะกระทบหนักมาก” นพ.ธานินทร์ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อคืนนี้!
สำหรับราคาวัตถุดิบ เช่น สารตั้งต้นผลิตน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตนั้น นพ.ธานินทร์ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจาก แหล่งน้ำเข้าหลักมาจากยุโรป และใช้เส้นทางการขนส่งที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเส้นทางดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนตั้งแต่ในช่วงการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเป็นการขนส่งผ่านทวีปแอฟริกาบริเวณแหลมกู้ดโฮปแทน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยได้มีการปรับตัวและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์สงครามในยุโรปมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทำให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานในส่วนของตัวยายังมีความมั่นคงอยู่
ยังตรึงราคาได้ ส่วนสต็อค 3-4 เดือนนี้ไม่ขาดแน่
แม้แรงกดดันด้านต้นทุนจะรุนแรง แต่ นพ.ธานินทร์ ยืนยันชัดเจนว่า ยกตัวอย่างบริษัท GHP ยังตรึงราคาจำหน่ายไว้ได้ โดยปัจจุบันราคากลางน้ำเกลือขนาด 1 ลิตรที่คณะกรรมการยากำหนดไว้คือ 32 บาท แต่ GHP ยังขายต่ำกว่าราคากลางนั้น
อย่างไรก็ตาม น้ำเกลือถูกจัดอยู่ในหมวดยา เป็นสินค้าควบคุม 1 ใน 59 รายการของกระทรวงพาณิชย์ (ซึ่งปัจจุบันอาจเพิ่มเป็น 71 รายการ) มีการกำกับดูแลราคาอย่างใกล้ชิด ในขณะที่น้ำยาล้างไต จัดอยู่ในหมวดเครื่องมือแพทย์ แม้จะแยกหมวดหมู่ชัดเจนจากน้ำเกลือ แต่ในทางปฏิบัติเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการจำหน่าย "ทั้งคู่ถูกควบคุมด้วยราคากลาง" ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริงได้โดยอิสระ
นอกจากนี้ สต็อกวัตถุดิบของ GHP มีเพียงพอสำหรับ 3–4 เดือนข้างหน้า และบริษัทยืนยันว่าสินค้าจะไม่ขาดตลาดแน่นอนในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ นพ.ธานินทร์ กังวลมากกว่าคือพฤติกรรมกักตุน
"ถ้าทุกคนกลัวว่าจะไม่มีใช้แล้วไปตุน ตลาดจะยุบเลย เพราะของจะไปอยู่กับผู้ค้าส่งคนใดคนหนึ่ง GHP จึงมีนโยบายขอร้องให้สั่งซื้อในปริมาณปกติก่อน”
นพ.ธานินทร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ได้มีการสำรวจคำสั่งซื้อซึ่งมากผิดปกติในช่วงเวลาดังกล่าว และขอความร่วมมือโรงพยาบาลและผู้สั่งซื้อให้สั่งได้ปริมาณปกติ
"เราจะพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด และหารือกับกระทรวงพาณิชย์และ อย. อย่างใกล้ชิดเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความอยู่รอดของผู้ผลิตและความเดือดร้อนของประชาชนครับ"
แผนตั้งรับระยะสั้น แผนรียูสและผ่อนปรนแหล่งเม็ดพลาสติก!
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ได้เคยออกมาพูดถึงประเด็นการเตรียมแผนรับมือในเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติก่อนหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก นพ.ธานินทร์ โดย มีแผนรับมือได้แก่
การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะแกลลอนน้ำยาล้างไตขนาด 5-6 ลิตร ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงใบละเกือบ 20 บาท และอาจพุ่งขึ้นอีก 40% ตามค่าพลาสติก ทาง อย. ได้ประกาศอนุญาตให้เตรียมกระบวนการ Reusable ได้ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
อย่างไรก็ตาม นพ.ธานินทร์กล่าวว่า GHP กำลังเร่งศึกษา ซึ่งเป็นแนวคิดที่เคยพิจารณาแล้วแต่ไม่คุ้มค่าในสภาวะปกติ เพราะต้นทุนการทำความสะอาดใกล้เคียงกับราคาแกลลอนใหม่ แต่สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้สมการเปลี่ยน
เมื่อราคาแกลลอนใหม่อาจพุ่งขึ้น 40% การนำกลับมาใช้ซ้ำจึงเริ่มคุ้มค่าขึ้น ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ อย. และ อย. ได้รับเรื่องและอนุญาตในหลักการแล้ว เหลือเพียงกำหนดกระบวนการทำความสะอาดที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ส่วนบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมารียูสหรือใช้ซ้ำได้
อีกประเด็นสำคัญคือ การผ่อนปรนแหล่งวัตถุดิบ (Fast Track) ซึ่ง อย. พร้อมเปิดทางให้ผู้ผลิตเปลี่ยนแหล่งนำเข้าวัตถุดิบได้เร็วขึ้น หากแหล่งเดิมมีปัญหาจากภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อไม่ให้การผลิตหยุดชะงัก
โดย นพ.ธานินทร์ ชี้ว่า แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือ การเปลี่ยนจากเม็ดพลาสติก PP ในประเทศซึ่งมีราคาพุ่งสูงกว่า 50% มาใช้ PE ซึ่งใช้เม็ดนำเข้าจากยุโรปและกระทบน้อยกว่ามาก เพราะมีการขึ้นราคาเพียง 2% ตามค่าขนส่งเท่านั้น โดยในสภาวะปกติ PE มีต้นทุนสูงกว่า PP แต่เมื่อ PP ขึ้นราคาแล้ว สมการกลับด้าน PE กลับถูกกว่า
"วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้เราทำสิ่งใหม่ ถ้าเราตั้งรับอย่างเดียว ทางเดียวที่ช่วยได้คือขึ้นราคา ซึ่งทำไม่ได้ เราต้องเดินไปข้างหน้า”
วิสัยทัศน์ระยะยาว ยืนบนขาตัวเอง
มองจากภาพใหญ่ นพ.ธานินทร์ เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ไทยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสำหรับยาจำเป็นมากเกินไป และถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยน
นพ.ธานินทร์ กล่าวว่า "ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว อนาคตเราไม่รู้ว่าสงครามจะเกิดที่ไหน ถ้าผลิตในไทยได้ แม้จะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบบ้าง ก็ยังดีกว่าพึ่งพาต่างประเทศ”
โดยได้ยกตัวอย่าง เกลือสำหรับผลิตน้ำเกลือในเกรดยา เพราะขณะนี้ไทยนำเข้าจากนิวซีแลนด์และเยอรมนีในราคาสูง ทั้งที่ไทยมีวัตถุดิบเกลืออยู่ในประเทศ เพียงแต่ยังไม่ได้พัฒนาให้ได้มาตรฐาน Pharmaceutical Grade (เกรดยา) แต่ก็เป็นที่น่ายินดีเพราะปัจจุบันเริ่มมีบริษัทเอกชนไทยดำเนินการแล้ว
อีกวัตถุดิบหนึ่งก็คือ น้ำตาล ที่ไทยผลิตได้มากเป็นอันดับต้นของโลก แต่ยังไม่ถึงระดับเกรดยา การพัฒนาให้ได้มาตรฐาน Pharmaceutical Grade (เกรดยา) จากอ้อยหรือมะพร้าว จะช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบยาได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังเน้นการกระจายแหล่งวัตถุดิบสำรองจากหลายภูมิภาค มากกว่าการเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกที่สุด เพียงที่เดียว เพื่อความมั่นคงของสายการผลิต
....
นพ.ธานินทร์ ยังย้ำในช่วงท้ายเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ผู้ประกอบการธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจาก “เม็ดพลาสติก” ว่า
"เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขายผลิตภัณฑ์ แต่คือการทำให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ในราคาที่เป็นธรรม แม้ในวันที่ต้นทุนโลกจะผันผวนเพียงใดก็ตาม"


