posttoday

คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 36% เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-น้ำมันแพง

26 มีนาคม 2569

โพลเผยชาวอเมริกันหวั่นค่าครองชีพพุ่ง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ดันราคาน้ำมันทะยานต่อเนื่อง หวั่นกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระยะยาว

KEY

POINTS

  • คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือ 36% ต่ำสุดนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง
  • สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ที่ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
  • ชาวอเมริกัน 61% ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน และ 63% มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos เผยคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วงลงสู่จุดต่ำสุดที่ 36% นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายสงครามในอิหร่าน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง

 

ผลโพลจัดทำขึ้นเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าชาวอเมริกันเพียง 25% เท่านั้นที่พอใจการจัดการปัญหาค่าครองชีพของทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นนโยบายชูโรงในการหาเสียงเมื่อปี 2024 

 

นอกจากนี้ คะแนนความพึงพอใจด้านการบริหารเศรษฐกิจยังร่วงลงมาอยู่ที่ 29% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดของการบริหารงานทั้งสองสมัย และยังต่ำกว่าอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต

 

คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 36% เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-น้ำมันแพง

 

ความกังวลนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

 

สงครามในอิหร่านกลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมสำหรับทรัมป์ ผู้ซึ่งเคยให้คำมั่นตอนเข้ารับตำแหน่งว่าจะหลีกเลี่ยง "สงครามที่ไร้สาระ" 

 

 

ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 61% ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯมีต่ออิหร่าน และ 46% มองว่าสงครามครั้งนี้จะทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงในระยะยาว แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณว่าสงครามอาจยุติลงในเร็วๆ นี้ แต่อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจา ขณะเดียวกันมีรายงานว่ารัฐบาลวอชิงตันเตรียมส่งทหารเพิ่มอีกหลายพันนายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

แม้คะแนนนิยมในภาพรวมจะลดลง แต่สถานะของทรัมป์ในพรรครีพับลิกันยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

โดยปัจจุบันชาวอเมริกันถึง 63% มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเป็นโอกาสสำคัญให้พรรคเดโมแครตใช้โจมตีในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

 

แม้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน (38%) จะยังคงเชื่อมั่นในพรรครีพับลิกันด้านการจัดการเศรษฐกิจและอาชญากรรมมากกว่าพรรคเดโมแครต (34%) ก็ตาม

 


คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 36% เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-น้ำมันแพง

สำหรับเหตุการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติหลัก ดังนี้ 

 

1. วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูง

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% ของความต้องการใช้ในประเทศ เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกสะดุด ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทย (ทั้งเบนซินและดีเซล) จะปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมโดยตรง

 

2. เงินเฟ้อทะยาน ค่าครองชีพแพงขึ้น

เมื่อต้นทุนการขนส่งและพลังงานสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด และบริการต่างๆ ในไทยจะถูกปรับขึ้นตาม (Cost-push Inflation) ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้อาจยังคงที่ ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลของชาวอเมริกันตามบริบทข้างต้น

 

3. ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) แพงขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศปรับตัวสูงตาม ปัจจัยนี้อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักของประเทศไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

 

4. ความผันผวนของค่าเงินบาทและภาคการส่งออก

ในภาวะสงคราม นักลงทุนมักจะย้ายเม็ดเงินไปสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือทองคำ ทำให้อาจเกิดภาวะเงินทุนไหลออกและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง แม้เงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อตัวเลขการส่งออกในระยะสั้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากพิษน้ำมันแพง อาจทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าลดลงในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

มนุษย์อยู่ในยุค 11 ปีที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลมากกว่าที่คิด!