มนุษย์อยู่ในยุค 11 ปีที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลมากกว่าที่คิด!
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุมนุษย์เผชิญกับ 11 ปีที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์โลกนับตั้งแต่มีการบันทึก
KEY
POINTS
- องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าช่วงปี 2015-2025 เป็นระยะเวลา 11 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากระดับก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์
- ภาวะโลกร้อนทำให้ระบบพลังงานของโลกเสียสมดุล โดยความร้อนส่วนเกินกว่า 90% ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็วและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
- ผลกระทบที่รุนแรงรวมถึงสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ไฟป่า และน้ำท่วม ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง
เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเสียสมดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์!
เนื่องจากปรากฎการณ์ก๊าซเรือนกระจกส่งผลให้อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้น้ำแข็งละลาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 11 ปีต่อเนื่อง แต่ผลร้ายของปรากฎการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบรุนแรงในอนาคตราวหลายร้อยปี หรือ หลายพันปีข้างหน้าเลยทีเดียว
11 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์!
รายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศโลกปี 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าช่วงปี 2015-2025 เป็นช่วง 11 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองหรือสามในประวัติศาสตร์ โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1850-1900 ประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส
เมื่อดูผลกระทบต่อมหาสมุทร ซึ่งมีปริมาณพื้นที่มากที่สุดในโลก มหาสมุทรยังคงร้อนขึ้นและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น การดูดซับดังกล่าวใช้พลังงานมากกว่าพลังงานของมนุษย์ทั้งโลกในแต่ละปีราว 18 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ปริมาณน้ำแข็งในแถบอาร์กติกอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หรือใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ปริมาณน้ำแข็งทะเลในแถบแอนตาร์กติกาก็อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์ และการละลายของธารน้ำแข็งยังคงละลายอย่างต่อเนื่อง
นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า
“สถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศโลกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน โลกกำลังถูกผลักดันเกินขีดจำกัด ตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญทุกตัวกำลังส่งสัญญาณสีแดง”
“นอกจากนี้ มนุษยชาติเพิ่งเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุด 11 ปีในประวัติศาสตร์ เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป มันคือสัญญาณเตือนพวกเราว่าต้องลงมือทำอะไรบางอย่างได้แล้ว”
โลกกำลังเสียสมดุลด้านพลังงาน
นับเป็นครั้งแรกที่รายงานฉบับนี้ได้รวมเอาความไม่สมดุลของพลังงานในโลกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ
โดยปกติแล้วพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่เข้าสู่โลกควรจะสมดุลกับพลังงานที่โลกแผ่ออกไป แต่ก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นได้ทำลายสมดุลนี้ ทำให้ความร้อนถูกกักเก็บไว้ในระบบของโลกมากขึ้น ซึ่งตัวเลขความไม่สมดุลนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาและทำสถิติใหม่ในปี 2025
ปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้โลกกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าที่ระบายออกไป โดยพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นถูกกระจายไปตามจุดต่างๆ ดังนี้
- 91% เก็บในมหาสมุทร ทำหน้าที่เป็นกันชนอุณหภูมิให้มนุษย์บนบก แต่มหาสมุทรสะสมความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ และร้อนเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า
- 5% เก็บในผืนดิน
- 3% ใช้ในการละลายน้ำแข็ง ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งหายไปอย่างรวดเร็ว
- 1% อยู่ในชั้นบรรยากาศ คืออุณหภูมิที่มนุษย์สัมผัสและรู้สึกว่าร้อนขึ้น
ซเลสเต ซาอูโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “กิจกรรมของมนุษย์กำลังรบกวนสมดุลทางธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และเราจะต้องอยู่กับผลกระทบเหล่านี้ไปอีกหลายร้อยหรือหลายพันปี”
ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้สภาพอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ในปี 2025 คลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง พายุไซโคลนเขตร้อน พายุ และน้ำท่วม ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคน และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์
5 สัญญาณ- ตัวชี้วัดอันตราย
1. ก๊าซเรือนกระจก
ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแต่ละแห่งแสดงให้เห็นว่า ระดับของก๊าซเรือนกระจกหลัก 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2025
ในปี 2024 ข้อมูลการสังเกตการณ์ทั่วโลกพบว่า ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีที่ผ่านมา และมีเทนและไนตรัสออกไซด์สูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปีที่ผ่านมา
2. อุณหภูมิ
11 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองหรือสาม (ขึ้นอยู่กับชุดข้อมูล) ในรอบ 176 ปีของการสังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะลานีญาที่ทำให้โลกเย็นลงชั่วคราว อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกใกล้พื้นผิวโลกต่อปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมปี 1850-1900 ประมาณ 1.43 ± 0.13°C
ปี 2024 ซึ่งเริ่มต้นด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ยังคงเป็นปีที่ร้อนที่สุด โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 1850-1900 ประมาณ 1.55°C
3. ปริมาณความร้อนในมหาสมุทร
ในปี 2025 ปริมาณความร้อนในมหาสมุทร (ที่ความลึก 2,000 เมตร) สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1960 เกินกว่าสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้ที่บันทึกไว้ในปี 2024
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในมหาสมุทรส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดลงของแหล่งกักเก็บคาร์บอนในมหาสมุทร นอกจากนี้ยังเป็นเชื้อเพลิงให้กับพายุในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และทำให้การสูญเสียน้ำแข็งในทะเลในเขตขั้วโลกทวีความรุนแรงขึ้น
4.ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก
ในปี 2025 ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่สังเกตได้ในปี 2024 โดยสูงกว่าระดับน้ำทะเลเมื่อเริ่มต้นบันทึกข้อมูลจากดาวเทียมในปี 1993 ประมาณ 11 เซนติเมตร
การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศชายฝั่งและส่งผลให้เกิดการเค็มของน้ำใต้ดินและน้ำท่วม
5.ค่า pH ของมหาสมุทร
ประมาณ 29% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์ระหว่างปี 2015–2024 ถูกดูดซับโดยมหาสมุทร ส่งผลให้ค่า pH ของผิวมหาสมุทรลดลงอย่างต่อเนื่อง ค่า pH เฉลี่ยของผิวน้ำทะเลทั่วโลกลดลงในช่วง 41 ปีที่ผ่านมา
การเป็นกรดของมหาสมุทรส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และการผลิตอาหารจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำพวกหอยและประมง
6.น้ำแข็งละลาย
น้ำแข็งทะเลอาร์กติกและแอนตาร์กติกอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศและความร้อนต่อสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออัตราการเสียชีวิต การดำรงชีวิต ระบบนิเวศ โดยเฉพาะระบบสุขภาพ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคที่เกิดจากแมลงและน้ำ และความเครียดทางด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง
ยกตัวอย่างเช่น ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงที่แพร่ระบาดเร็วที่สุดในโลก ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประชากรโลกประมาณครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยง และจำนวนผู้ป่วยที่รายงานในปัจจุบันสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
นอกจากนี้ ความเครียดจากความร้อน ก็เป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้น กว่าหนึ่งในสามของแรงงานทั่วโลก (1.2 พันล้านคน) เผชิญกับความเสี่ยงจากความร้อนในที่ทำงานในช่วงใดช่วงหนึ่งของแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรมและการก่อสร้าง นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังนำไปสู่การสูญเสียผลิตภาพและการดำรงชีวิตด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจากปี 2023 พบว่ามีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศในโลกนี้เท่านั้น ที่ให้บริการเตือนภัยความร้อนล่วงหน้า และข้อมูลดังกล่าวมีการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของสุขภาพ และมีประเทศจำนวนน้อยมากที่นำข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านสุขภาพของประเทศ
รายงานฉบับดังกล่าวจึงได้แนะนำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและสภาพภูมิอากาศเข้ากับระบบข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถเปลี่ยนจากการตอบสนองเชิงรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก ซึ่งแน่นอนว่าท้ายที่สุดจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขนาดนี้นั่นเอง.


