posttoday

ส่องเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ลดคาร์บอนอุตสาหกรรมนมเกือบครึ่ง!

23 เมษายน 2569

เปิดผลศึกษาชี้อัปเกรดไลน์ผลิตและบรรจุภัณฑ์ ลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% พร้อมลดน้ำ-ต้นทุน โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • การปรับปรุงเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิม สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมนมได้ถึง 40-49% โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด
  • เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ (Aseptic Packaging) มีบทบาทสำคัญในการยืดอายุผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่ความเย็น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในการขนส่งและจัดเก็บได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • นอกจากการลดคาร์บอนแล้ว การยกระดับเทคโนโลยียังช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57% ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งผู้บริโภค ภาครัฐ และกลไกด้านสิ่งแวดล้อมให้ต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมนม” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งน้ำ พลังงาน และวัตถุดิบทางการเกษตร ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ความจำเป็น” ที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

 

ผลการศึกษาล่าสุดที่จัดทำโดยเต็ดตรา แพ้ค และผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่าง Carbon Trust ได้สะท้อนภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับปรุงไลน์การผลิตและเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 40–49% โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบเครื่องจักรทั้งหมด งานวิจัยนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงแนวทางการลดคาร์บอน แต่ยังสะท้อนถึง “โอกาส” ในการยกระดับอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

 

ส่องเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ลดคาร์บอนอุตสาหกรรมนมเกือบครึ่ง!

 

ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมนมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระบวนการผลิตวัตถุดิบ เช่น การเลี้ยงโคนมหรือการจัดการฟาร์มเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการแปรรูป การบรรจุ และการกระจายสินค้า ซึ่ง “บรรจุภัณฑ์” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประสิทธิภาพโดยรวมของห่วงโซ่อุปทาน


เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์แบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่ความเย็น (cold chain) ในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์สด ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการขนส่งและจัดเก็บได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา เช่น กล่องกระดาษเคลือบหลายชั้น แทนการใช้ขวดแก้วหรือพลาสติกแบบดั้งเดิม ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในขั้นตอนการขนส่งอีกด้วย

 

เมื่อพิจารณาในเชิงระบบ เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ห่อหุ้มสินค้า” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม” ที่เชื่อมโยงกับการใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรอื่น ๆ อย่างซับซ้อน ตัวอย่างเช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ง่าย หรือการใช้วัสดุจากแหล่งหมุนเวียน (renewable materials) สามารถช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) ของผลิตภัณฑ์ได้ตลอดวงจรชีวิต (life cycle)

 

ส่องเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ลดคาร์บอนอุตสาหกรรมนมเกือบครึ่ง!

 

โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ทันสมัยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 47% ลดการใช้น้ำได้ 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57%

 

ซึ่งหากมีการนำการปรับปรุงเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมนมทั่วโลก อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนรวมได้สูงถึง 12.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึงสามล้านคัน

 

นอกจากนี้ การนำโซลูชันด้านการประหยัดน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ระบบกรองขั้นสูง (Advanced Filtration) และระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต (Cleaning in Place หรือ CIP) อาจช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในไลน์การผลิตนมทั่วโลกได้มากถึง 455 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

 

โรดริโก โกดอย รองประธานฝ่ายบริหารกลุ่มกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “สำหรับผู้ผลิตนมจำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมอย่างตรงจุดสามารถลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership - TCO) โดยไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิต”

 

“นอกจากนี้ กรอบนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุน ควบคู่กับการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย จะทำให้การยกระดับไลน์การผลิตสามารถขยายผลในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุนเริ่มต้นและเร่งขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมนมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว”

 

ส่องเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ลดคาร์บอนอุตสาหกรรมนมเกือบครึ่ง!

 

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือระบบทำความสะอาดภายใน (Cleaning in Place: CIP) ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำและสารเคมีในการทำความสะอาดเครื่องจักร โดยสามารถควบคุมกระบวนการได้อย่างแม่นยำและลดของเสียที่เกิดขึ้น เทคโนโลยีนี้เมื่อทำงานร่วมกับระบบกรองขั้นสูง (advanced filtration) จะช่วยให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตได้ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

 

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่างปั๊มความร้อนพลังงานไฟฟ้า (electric heat pump) ก็มีบทบาทในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยสามารถนำพลังงานความร้อนที่สูญเสียไปกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนถึงแนวคิด “circular economy” หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด


อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี OneStep ซึ่งรวมหลายขั้นตอนของกระบวนการผลิตเข้าด้วยกัน ทำให้ลดการใช้พลังงานและเวลาในการผลิตได้อย่างมาก การบูรณาการกระบวนการในลักษณะนี้ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในยุคที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

 

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนมถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของอาเซียน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 19,600 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที นมพร้อมดื่ม และโยเกิร์ต เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อผู้ผลิตนมในประเทศ

 

สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้สะท้อนมุมมองว่า การยกระดับไลน์การผลิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกต่อไป เนื่องจากมีโซลูชันที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในครั้งเดียว แนวทางนี้ช่วยลดอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่าน และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

 

ในระดับสากล เวโรนิกา เทียเม่ รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ Carbon Trust ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวัดผลการลดคาร์บอนผ่านแนวคิด Avoided Emissions ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม การมีข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีที่ยั่งยืน

 

หากพิจารณาในภาพรวม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมนมไม่ใช่เรื่องของ “เทคโนโลยีใหม่” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” การปรับปรุงระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอาจให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและคุ้มค่ากว่าการรอคอยนวัตกรรมในอนาคต

 

ความท้าทายที่สำคัญยังคงอยู่ที่การนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ในวงกว้าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ มาตรการจูงใจทางการเงิน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวจะเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่าน

 

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิต แต่เป็น “กลไกสำคัญ” ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่น ล้วนเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

ในโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็น “ส่วนสำคัญของคำตอบ” และจากผลการศึกษานี้ เห็นได้ชัดว่า คำตอบบางส่วนได้อยู่ในมือของอุตสาหกรรมแล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจว่าจะนำมาใช้ “เร็วแค่ไหน” และ “กว้างขวางเพียงใด” เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

“หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน