เจาะไส้ใน "เส้นทางการเงิน" เงื่อนงำปมถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
รายงานพิเศษ : เจาะไส้ใน เส้นทางการเงิน 119.5 ล้านบาท เงื่อนงำปมถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พฤติการณ์ "จ่าย-โอน-หมุน" 3 งวดใหญ่
ท่ามกลางมหากาพย์คดีการถือครองหุ้นของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ที่ส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพทางการเมือง ประเด็นที่ถือเป็น "กระดูกสันหลัง" ของข้อพิพาทนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องการโอนหุ้นธรรมดา แต่คือ "เส้นทางการเงิน 119.5 ล้านบาท" ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีความซับซ้อนภายใต้โครงสร้างที่ดูคล้ายการทำธุรกรรมปกติ แต่แฝงไว้ด้วยเงื่อนงำของการทำนิติกรรมอำพราง
จากการรวบรวมหลักฐานและคำวินิจฉัยในคดีนี้ เผยให้เห็นโครงสร้างการถ่ายโอนเงินที่หมุนเวียนเป็นวงกลม (Circular Flow) ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพียงการ "เล่นแร่แปรธาตุ" เพื่ออำพรางตัวตนที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นหรือไม่
พฤติการณ์ "จ่าย-โอน-หมุน" 3 งวดใหญ่
ธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงปี 2560-2561 โดยมีการโอนเงินจากบัญชีของ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ไปยังบัญชีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบรวมทั้งสิ้น 119,500,000 บาท แบ่งเป็น 3 งวดสำคัญ
งวดที่ 1 (2 ส.ค. 60) 35 ล้านบาท
งวดที่ 2 (5 ก.ย. 60) 35 ล้านบาท
งวดที่ 3 (5 ม.ค. 61) 49.5 ล้านบาท
แกะรอย "เงินต้นทาง" ความเชื่อมโยงที่ไม่อาจปฏิเสธ
ประเด็นสำคัญที่ศาลและหน่วยงานตรวจสอบให้ความสนใจอย่างยิ่ง คือ "ต้นทางของเงิน"ที่นายศุภวัฒน์นำมาจ่ายค่างวดเหล่านั้น ซึ่งเมื่อตรวจสอบลึกลงไปในบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง พบข้อสังเกตที่ผิดปกติ ดังนี้
1. งวดที่ 1 เงินที่นำไปซื้อกองทุนมาจากเงินสด 23 ล้านบาท ที่ได้รับโอนมาจาก บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
2. งวดที่ 2 เงิน 35 ล้านบาทที่นำไปซื้อกองทุน มีที่มาจากบริษัท ศิลาชัยฯ โอนเข้ามาให้ก่อนการซื้อกองทุนเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
3.งวดที่ 3 ครั้งนี้มีความชัดเจนและซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อเงินที่นำไปซื้อกองทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ บริษัท ศิลาชัยฯ (36.7 ล้านบาท) และ หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น (20 ล้านบาท) ที่สำคัญคือ มีหลักฐานระบุว่า ตัวนายศักดิ์สยามเองเป็นผู้นำฝากเงินด้วยตนเองในวันที่ 29 ธันวาคม 2560
สัญญาณอันตราย "นิติกรรมอำพราง" หรือ "การทำธุรกิจปกติ"?
คำถามสำคัญที่บรรดานักกฎหมายและพยานผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต คือ เหตุใดบริษัทที่มีกำไรมหาศาลอย่าง หจก.บุรีเจริญฯ จึงต้องหมุนเงินในลักษณะนี้? โดยมีข้อพิรุธที่ขัดต่อหลักการทางธุรกิจอย่างรุนแรง ได้แก่
- กู้ยืมไร้สัญญา : การอ้างว่าเป็นการกู้ยืมระหว่างบริษัทกับบุคคลเพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่ไร้หลักฐานสัญญาและไม่มีการคิดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ "ผิดวิสัย" ของนิติบุคคลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
- งบการเงินย้อนแย้ง : การอ้างเรื่องขาดสภาพคล่องเพื่อขอคืนเงินสำรองจ่าย ทั้งที่ในความเป็นจริง หจก.บุรีเจริญฯ มีรายได้และกำไรที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาดังกล่าว
-พฤติการณ์อำพราง : พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ธุรกรรมทั้งหมดนี้คือการสร้าง "ม่านหมอก" เพื่อทำให้นายศุภวัฒน์ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน (Nominee) โดยที่อำนาจการบริหารและผลประโยชน์ที่แท้จริงยังคงอยู่ที่นายศักดิ์สยาม
บทสรุป : กระจกสะท้อนความโปร่งใส
เส้นทางการเงิน 119.5 ล้านบาทนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อขายหุ้น แต่เป็น "หลักฐานเชิงประจักษ์" ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคลและนิติบุคคล การหมุนเวียนเงินผ่านกองทุนโดยมีต้นทางจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้สร้างคำถามตัวโตๆ ต่อสาธารณชนว่า นี่คือการลงทุนที่โปร่งใส หรือเป็นเพียงกลไกการโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ที่ตั้งใจ "หลบเลี่ยง" ข้อกฎหมายกันแน่?
คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญของบรรทัดฐานทางการเมืองไทย ว่าด้วยเรื่องการใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือในการถือครองทรัพย์สิน และการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นักการเมืองไม่สามารถหลบเลี่ยงสายตาของกระบวนการยุติธรรมไปได้


