posttoday

"สหราชอาณาจักร" คุมเข้ม! เกิดหลังปี 2009 หมดสิทธิ์ซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต

23 เมษายน 2569

เปิดที่มาและวิธีการ รัฐสภาสหราชอาณาจักรผ่านกม.คุ้มเข้ม "บุหรี่" ทำให้คนเกิดหลังปี 2009 หมดสิทธิ์ซื้อตลอดชีวิต!

KEY

POINTS

  • สหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายห้ามผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป ซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่ปลอดบุหรี่
  • ในฐานะรัฐสวัสดิการที่ใช้ระบบ NHS ดูแลประชาชน สหราชอาณาจักรยอมสละรายได้ภาษีเพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาลกว่า 7.65 แสนล้านบาทต่อปีจากโรคที่ป้องกันได้
  • กฎหมายจะมีบทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ซื้อบุหรี่ให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อตรวจสอบอายุผู้ซื้ออย่างเข้มงวด

สหราชอาณาจักร เดินหน้ายกระดับมาตรการสาธารณสุขครั้งใหญ่ผ่านกฎหมาย Tobacco and Vapes Bill หวังสร้างคนยุคใหม่ที่ปลอดจากบุหรี่ตลอดกาล! หวังลดภาระระบบสาธารณสุขแห่งชาติ NHS (ระบบคล้ายบัตรทองของเมืองไทย)  ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนจากการ "รักษา" ไปสู่การ "ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง" อย่างเต็มรูปแบบ!

 

ความสำคัญของกฎหมายนี้คือ หลายประเทศต่างรณรงค์ให้ "งดสูบบุหรี่" เพราะรู้ดีถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ "ชีวิตประชาชน" แต่แทบจะไม่มีประเทศไหนเลยที่ "ห้ามซื้อไปตลอดชีวิต" นี่คือจุดสำคัญ และถือว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการสาธารณสุขโลก ที่เกิดขึ้นในกฎหมายสหราชอาณาจักรฉบับนี้! 

เพราะไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนพยายาม อย่างประเทศนิวซีแลนด์เคยผ่านกฎหมาย "Smoke-free" คล้ายกันในปี 2022  แต่ถูกรัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกในปลายปี 2023 เนื่องจากเหตุผลด้านรายได้ภาษี 

 

 

ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม "ชีวิตประชาชน"

 

กฎหมายที่เกี่ยวกับบุหรี่ แม้จะบอกให้ "งด" บอกว่า "ไม่ดี" แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่ผ่านกฎหมายแบนอย่างเด็ดขาดได้ก็เพราะ "รายได้" และ "ผลประโยชน์"

 

สหราชอาณาจักร ใช้เหตุผลสำคัญมาจาก 2 ปัจจัยหลัก หนึ่งในนั้นคือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

สถิติชี้ว่าในแต่ละปีสหราชอาณาจักรต้องสูญเสียพลเมืองราว 75,000 คนจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) และภาคเศรษฐกิจต้องแบกรับภาระรวมกันสูงถึง 7.48 แสนล้านบาท

หัวใจสำคัญที่ทำให้สหราชอาณาจักรกล้าเดินเกมนี้ คือ  "สหราชอาณาจักร" มีระบบ NHS ที่เป็นดั่งระบบสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน (เช่น บัตรทองของเมืองไทยที่รัฐบาลดูแลค่าใช้จ่าย) ซึ่งแตกต่างจากระบบสาธารณสุขของหลายประเทศที่ภาระค่ารักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของปัจเจกบุคคลที่ต้องหามาจ่ายเอง

 

ดังนั้น เมื่อคำนวณต้นทุนแล้ว "เหตุผลด้านรายได้ภาษี"

จึงเทียบไม่ได้เลยกับ "ภาระงบประมาณ" ด้านสาธารณสุข

จากการรักษาโรคเรื้อรังจากบุหรี่ในระยะยาว

 

 

โดย วิกฤตสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขงบประมาณ เหล่านี้ ได้แก่

  • กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของ โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) ซึ่งทำลายเนื้อเยื่อปอดอย่างถาวร ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยหอบจนไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตปกติได้
  • กลุ่มโรคมะเร็ง สารพิษในควันบุหรี่ไม่ได้ก่อมะเร็งปอดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับมะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต้องใช้กระบวนการรักษาสูง ทั้งเคมีบำบัดและการผ่าตัด
  • กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว นำไปสู่ โรคหัวใจขาดเลือด และ โรคหลอดเลือดสมอง  ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตฉับพลันที่สร้างภาระการรักษาฉุกเฉินและฟื้นฟูสมรรถภาพในระยะยาว
  • ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน  สารเคมีในบุหรี่ลดประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงมากกว่าคนปกติ

 

 

กฎหมายเริ่มใช้เมื่อไหร่?

 

แม้กฎหมายผ่านทั้งสองสภาแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา แต่กระบวนการจะมีผลบังคับหลังกฎหมายได้รับการลงพระปรมาภิไธย กลายเป็นพระราชบัญญัติเต็มตัว ก่อนที่ในเดือน มกราคม 2027 กฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้อย่างเข้มงวด

 

สำหรับรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้คือ ผู้ที่เกิดหลังปี 2009 เป็นต้นไป จะมีสถานะ "ไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้ตลอดชีวิต"

 

นอกจากนี้ กฎหมายจะขยับอายุขั้นต่ำในการซื้อยาสูบเพิ่มขึ้นปีละ 1 ปี (จาก 18 เป็น 19, 20 ไปเรื่อยๆ) เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่มีวันบรรลุถึงอายุที่กฎหมายอนุญาตให้ซื้อได้ตลอดกาล

 

 

นำเทคโนโลยีเข้ามากำกับควบคุม

 

กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีระบบ Licensing สำหรับร้านค้าปลีก และให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับ การตรวจสอบอายุ (Age Verification) เพิ่มเติมได้ในภายหลัง โดยรายละเอียดของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้จริงยังอยู่ระหว่างการกำหนดแนวปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างกระบวนการพิจารณากฎหมายในรัฐสภา ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญได้ยื่นข้อเสนอเทคโนโลยีหลายแนวทางต่อคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะต้องออกระเบียบปฏิบัติเพิ่มเติมหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี 2027 เพื่อกำหนดรายละเอียดเหล่านี้ โดยมีการเสนอหลายเทคโนโลยที่น่าสนใจ ได้แก่

 

  • Facial Age Estimation  เทคโนโลยีประมาณอายุจากภาพเซลฟี่ โดยไม่จัดเก็บข้อมูลใบหน้า ถูกเสนอให้รัฐบาลรับรองเป็นวิธีตรวจสอบอายุสำหรับการซื้อออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายยังไม่ได้กำหนดวิธีการที่ยอมรับได้อย่างชัดเจน 
  • ชิป Bluetooth ในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า  บริษัท IKE Tech เสนอต่อรัฐสภาให้ฝังชิปราคาต่ำพร้อมระบบยืนยันตัวตนด้วย biometrics เพื่อล็อกการใช้งานอุปกรณ์จากผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอายุ 
  • การตรวจสอบอายุ ณ จุดขาย  มีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้รัฐมนตรีมีอำนาจบังคับใช้ระบบ age verification ดังกล่าวได้โดยตรง 

 

 

ทั้งนี้ หากใครหัวหมอ ให้คนอายุมากกว่าซื้อให้ กฎหมายได้ระบุชัดเจนว่า มีโทษปรับ และอาจมีความผิดทางกฎหมาย

 

โดยมีโทษปรับเป็นเงินจำนวนมาก และหากกระทำผิดซ้ำอาจมีบันทึกประวัติอาชญากรรม ซึ่งสำหรับสหราชอาณาจักรนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อการสมัครงานหรือการทำธุรกรรมในอนาคต

 

นอกจากนี้ ยังใช้ระบบเข้ามาช่วย โดยร้านค้าต้องบันทึกข้อมูล หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น มีผู้ใหญ่ซื้อบุหรี่จำนวนมากเกินความจำเป็นเพื่อบุคคลอื่น มีหน้าที่ต้องปฏิเสธการขาย หากไม่ปฏิเสธ ร้านค้าเองจะโดนลงโทษฐาน "ละเลยหน้าที่ในการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน"

 

....

 

การตัดสินใจของสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายแบนสินค้าทั่วไป แต่เป็น "ต้นแบบ" สำคัญ ที่รัฐยอมเสียรายได้ภาษีในระยะสั้น เพื่อแลกกับการสร้างประชากรที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะกับ "รัฐที่จัดสรรสวัสดิการด้านสุขภาพ" ซึ่งกำลังเจอกับวิกฤตด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล 

 

ข่าวล่าสุด

สาวโรงงานคืนถิ่น พา “ป้าหลาดจิ้นแดง” ของดีลำปางขายดีทั่วไทย