แรงขายถล่ม! SCC หยุดโรงงานเวียดนามหนีต้นทุนพุ่ง ฉุดหุ้นรูด 16 บาท
แรงขายถล่ม "ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)" หลังประกาศพักเครื่อง LSP หนีต้นทุนวัตถุดิบพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เป็นเกมยืดระยะเพื่อรักษากำไร แต่ตลาดไม่รอ เทขายทันที กดราคาหุ้นหลุด 220 บาท สะท้อนความกลัวที่ยังไม่จบ
KEY
POINTS
- แรงขายถล่ม "ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)" หลังประกาศพักเครื่อง LSP หนีต้นทุนวัตถุดิบพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง
- แม้เป็นเกมยืดระยะเพื่อรักษากำไร แต่ตลาดไม่รอ เทขายทันที
- กดราคาหุ้นหลุด 220 บาท สะท้อนความกลัวที่ยังไม่จบ
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC" เปิดการซื้อขายเช้านี้ (23 เม.ย.69) ร่วงหนัก กระโดดหัวทิ่มลงมาที่ 220 บาท ก่อนลดลงไปแตะต่ำสุดที่ 216 บาท ลดลง 16 บาท จากวันก่อนหน้าปิดที่ 233 บาท
หลังจาก SCC แจ้งหยุดเดินโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนามเป็นการชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือน พ.ค 69 จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้การจัดหาวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัด ทั้งด้านราคาและความต่อเนื่อง
แม้จะมีการจัดหา feedstock จากแหล่งอื่นแล้ว แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ ทำให้การเดินเครื่องไม่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจจึงตัดสินใจประกาศหยุดโรงงานล่วงหน้า ประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาเร่งสั่งสินค้าและบริหารแผนการผลิต
การหยุดเดินเครื่อง LSP ส่งผลต่อต้นทุนเงินสด (cash cost) ราว 250 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายระหว่างการหยุดดำเนินงาน โดยในช่วงดังกล่าว SCC จะใช้โอกาสนี้ในการซ่อมบำรุงและเตรียมความพร้อมโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เพื่อเสริมความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
วิเคราะห์เชิงลึก หยุดโรงงาน = แย่ จริงไหม ?
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส มองว่าการหยุดเดินโรงงาน LSP เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลภายใต้ข้อจำกัดด้าน naphtha ที่มีปริมาณจำกัดและมีราคาสูง โดย SCC เลือก divert feedstock ไปยังโรงงาน MOC ในประเทศไทย ซึ่งสามารถผลิตสินค้า HVA ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูงกว่า และลูกค้ายังรับราคาที่เพิ่มขึ้นได้
ขณะที่ LSP เป็นการผลิตสินค้าเกรด ทั่วไปซึ่งให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า การหยุดชั่วคราวจึงช่วย maximize value ของ feedstock ที่มีอยู่ และยืดการเดินเครื่องของ MOC ให้อยู่ได้มากกว่า 2 เดือนตามที่เคยสื่อสารไว้ พร้อมทั้งเอื้อให้การบริหารลูกค้าและ supply chain เป็นไปอย่างราบรื่น กว่ากรณี ROC ที่เป็น force majeure
สำหรับต้นทุนเงินสดที่เกิดขึ้น 250 ล้านบาทต่อเดือนของโรงงาน LSP เป็นส่วนหนึ่งของ ค่าใช้จ่ายคงที่ของโรงงาน LSP ที่อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือนอยู่แล้ว โดยส่วน ใหญ่เป็นค่าเสื่อมราคา ดังนั้นการหยุดโรงงานจึงไม่ได้ทำให้ SCC มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2569 และราคาเหมาะสมของ SCC ไว้ที่ 220 บาท โดยราคาหุ้นปรับขึ้นราว 40% จากจุดต่ำสุดหลังเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากความคาดหวังว่าวัฏจักรปิโตรเคมีขาลงจะผ่านพ้นเร็วกว่าคาดเนื่องจากโรงงานหลายแห่งถูกทำลาย
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง และราคาหุ้นปัจจุบันปรับ ขึ้นมาสูงกว่าราคาเหมาะสม ฝ่ายวิจัยจึง ปรับลดคำแนะนำจาก “Trading” เป็น “ขาย”
มองต่าง เชียร์ซื้อ
บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุเช่นกันว่า SCC ประกาศเตรียมหยุดโรงงาน LSP แบบ Temporary Shutdown (ไม่ได้เป็น Force Majeure เหมือน ROC) ช่วงกลางเดือน พ.ค. จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการจัดหาวัตถุดิบ ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดว่าจะหยุดนานแค่ไหน
การประกาศหยุดชั่วคราวครั้งนี้เร็วกว่าคาดการณ์ของเราเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ Guidance ว่าผลิตต่ออย่างน้อย 2 เดือน ค่าใช้จ่ายหยุดเดินโรงงาน LSP อยู่ที่ 250 ล้านบาท/เดือน (vs ROC 150 ล้านบาท/เดือน)
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมอยู่ในต้นทุนคงที่ Fixed cost 1 พันล้านบาท/เดือนตามปกติอยู่แล้ว ระหว่างการหยุดเดินเครื่องครั้งนี้จะดำเนินการซ่อมบำรุง และเตรียมความพร้อมโครงการรองรับการใช้อีเทน (LSPE) ซึ่งจะเริ่ม COD ปลายปี 2027
โครงการ LSP มีปริมาณขาย Polyolefins ต่อไตรมาสราว 3 แสนตัน/ไตรมาส ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบต่อยอดขายในไตรมาส 2/26 ไม่มาก เพราะคาดมี Inventory รองรับการจำหน่ายราว 2 สัปดาห์ และช่วงหยุดโรงงาน คาดว่ายอดขาย LSP บางส่วนสามารถชดเชยได้จากการเร่งผลิตของ MOC ในไทยช่วย ปัจจุบันคาด U-rate ราว 80-90%
ทางพื้นฐานคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 260.00 บาท ภาพรวมมองเป็น Surprise ลบเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น SCC เพิ่มขึ้น 13% MTD สวนทางหุ้นค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม IVL , PTTGC ลดลง 2-4% และราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้กลับมาเร่งตัวขึ้น ดังนั้นระยะสั้นหุ้นอาจมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไร.


