posttoday

สรุป คนไทยควรรู้อะไรบ้าง? จากกรณี “หมอของขวัญ” ยื่นใบลาออกต่อ "แพทยสภา"

27 กุมภาพันธ์ 2569

สรุปให้! คนไทยควรรู้อะไรบ้างจากกรณี "หมอของขวัญ" และการยื่นครั้งนี้จะมีผลเลยหรือไม่ และเปิดแนวคิดหมอของขวัญต่อการโฆษณาสินค้าของแพทย์!

 

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. 2569 พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ “หมอของขวัญ” เดินทางไปยัง แพทยสภา อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา และคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามที่ได้ประกาศล่วงหน้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Doctorkatekate”

 

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสว่า "แพทยสภา" กำลังจะประกาศรายชื่อแพทย์ที่ถูกพิจารณาเนื่องจากทำผิดกฎผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และกระแสสื่อโซเชียลมีเดียได้ผูกโยงเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ ในปลายปี 2568 ยังมีประกาศแพทยสภา ที่ 117/2568 ซึ่งระบุว่ามีการตรวจสอบการ "โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ" โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เช่น อาหารเสริมที่อ้างสรรพคุณลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การรับประทางผงผักเพื่อควบคุมฮอร์โมน รวมทั้งการรับประทานอาหารเสริมหลายสูตรเพื่อให้ผิวขาว ซึงขัดต่อข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ พ.ศ. 2565 โดยยังไม่ได้ระบุรายชื่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

 

สรุป คนไทยควรรู้อะไรบ้าง? จากกรณี “หมอของขวัญ” ยื่นใบลาออกต่อ "แพทยสภา"

 

ซึ่งวันนี้ “หมอของขวัญ” ได้ออกมาปฏิเสธในประเด็นดังกล่าวว่ากระแสข่าวการพักใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการ “โฆษณา” ดังกล่าวนั้น ไม่เกี่ยวกับการขอลาออกของตนในวันนี้ และยังไม่ได้รับแจ้งในเรื่องดังกล่าวเลย

 

หมอของขวัญยื่นหนังสือลาออกวันนี้

 

โดยยืนยันว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยถูกร้องเรียนจากผู้ป่วยจากการรักษาแม้แต่ครั้งเดียว และมีการฟ้องร้องและเป็นคดีกับแพทยสภามาก่อนในกรณี “จริยธรรมที่ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย”  ซึ่ง “หมอของขวัญ” กล่าวว่าในครั้งนั้นตนได้ชนะคดี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าชนะอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ของหมอของขวัญ ในวันนี้ยังได้สะท้อนประเด็น “การโฆษณาสินค้าสุขภาพ” ของแพทย์ไว้  ซึ่ง โพสต์ทูเดย์ คาดว่าในสัปดาห์หน้า จะเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากจะมีรายชื่อแพทย์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตปรากฎ ซึ่งกำลังถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นคดีจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการสาธารณสุขไทย!

 

เห็นควรตีความใหม่ หมอควรโฆษณาสินค้าสุขภาพได้

 

พาร์ทหนึ่งของการสัมภาษณ์ ซึ่งมีคำถามจากผู้สื่อข่าว โพสต์ทูเดย์ ว่า วงการสาธารณสุขทั่วโลก มีกฎ “ความเป็นมืออาชีพ” ของแพทย์ คือจะต้องไม่โฆษณาสินค้าสุขภาพ เพราะเป็นเรื่อง Conflict of Interest คุณหมอคิดเห็นต่อประเด็นนี้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หมอควรจะสามารถโฆษณาสินค้าได้ ท่ามกลางอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ได้จบแพทย์แต่รีวิวกันฉ่ำ!

 

เบื้องหลังของคำถามนี้ หากหาข้อมูลเพิ่มเติมจะพบว่า

ในสหรัฐอเมริกา มีประมวลจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ ของสมาคมการแพทย์อเมริกัน หรือ American Medical Association (AMA Ethics Code) กำหนดหลักจริยธรรมเกี่ยวกับการสื่อสารต่อสาธารณะของแพทย์ โดยระบุว่า

 

  • ห้ามโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิดหรือเกินจริง
  • ห้ามรับรองสินค้า หากมีผลประโยชน์ทางการเงินโดยไม่เปิดเผย
  • แพทย์ต้องไม่ใช้ความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพเพื่อชักจูงเชิงพาณิชย์

 

ถ้าแพทย์ออกมารีวิว หรือพูดถึงสินค้า แล้ว มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ต้องบอกให้ประชาชนรู้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร พูดง่าย ๆ คือ ห้ามรีวิวเหมือนเป็นความเห็นทางการแพทย์ ทั้งที่จริงได้รับเงินหรือผลตอบแทน ซึ่งการฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การสอบสวนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในแต่ละรัฐ

 

ส่วนในฝั่งของทางยุโรป มีกฎหมายยาของสหภาพยุโรป ค.ศ. 2001 เป็นกฎหมายหลักเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาในยุโรป กำหนดว่า

 

  • ห้ามโฆษณายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ต่อประชาชนทั่วไป
  • ห้ามใช้บุคลากรทางการแพทย์รับรองสินค้าในโฆษณา

 

ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในการป้องกันการชักจูงผู้บริโภค และการสื่อสารเกี่ยวกับยาต้องไม่เกินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และต้องไม่สร้างความเข้าใจว่ามีการรับรองทางการแพทย์เพื่อการตลาด

 

กฎหมายการห้ามโฆษณาสินค้าในประเทศตะวันตกนั้น มีขึ้นเนื่องจาก การที่แพทย์ออกมารับรองสินค้า คนทั่วไปมักเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ไม่ใช่การโฆษณา จึงเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดได้ง่าย

และแพทย์มีหน้าที่หลักในการรักษาผู้ป่วย ไม่ใช่ทำการตลาด หากมีผลประโยชน์ทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของผู้ป่วยกับผู้ขายสินค้า และอาจถูกชักจูงให้ใช้ยาโดยไม่จำเป็น!

 

สำหรับในประเทศไทยเองมี ข้อบังคับแพทยสภาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ พ.ศ. 2565 กำหนดว่า

 

แพทย์ต้องไม่โฆษณารับรอง หรือทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพทางการแพทย์

โดยอาศัยตำแหน่งหรือความเป็นแพทย์สร้างความน่าเชื่อถือ

ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย คลิป รีวิว และการไลฟ์ขายสินค้า

 

โดยห้ามให้ข้อมูลเกินจริง หรือทำให้เข้าใจว่าสินค้ารักษาโรคได้ แพทย์ต้องไม่สื่อสารในลักษณะที่โอ้อวดสรรพคุณ ชวนเชื่อเกินหลักฐานวิทยาศาสตร์ และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการรักษาทางการแพทย์ แม้จะเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางก็ตาม

 

นอกจากนี้ แพทย์ต้องหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่อาจกระทบความเป็นอิสระทางวิชาชีพ เช่น รับค่าตอบแทนเพื่อโปรโมตสินค้า เป็นหน้าสื่อให้แบรนด์ มีส่วนได้เสียที่ทำให้คำแนะนำไม่เป็นกลาง และการให้ข้อมูลสุขภาพทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการตลาด

ซึ่งกำหนดโทษทางจริยธรรมตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาต กรณีร้ายแรงหรือทำซ้ำ!

 

….

 

กลับมาที่ “หมอของขวัญ” เมื่อ โพสต์ทูเดย์ ถามในประเด็นดังกล่าว ได้มีการตอบคำถามนี้ว่า

 

ในวงการสาธารณสุขทั่วโลก สิ่งที่เขาห้ามคือ "การแสดงตนเป็นหมอแล้วไปโฆษณา" ในขณะที่ยังสวมบทบาทหรือหัวโขนของวิชาชีพนั้นอยู่ แต่น่าจะสามารถทำได้เมื่อถอดเสื้อกาวน์

กล่าวคือหมอของขวัญมองว่า  เมื่อถอดเสื้อกาวน์ออก ควรมีสถานะเป็นประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และควรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกับประชาชนทั่วไป และเห็นว่าเห็นว่าจุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีการตีความต่อ โดยระบุว่าเธออยากให้ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า กฎของแพทยสภาดังกล่าวขัดต่อสิทธิพื้นฐานหรือไม่

ทั้งนี้ หมอของขวัญยังยืนยันว่า วันนี้ (การแถลงข่าววันนี้) จริงๆ น่าจะเป็นครั้งแรกที่เรียกตนเองว่าหมอออกสื่อ และไม่เคยแสดงความเป็นหมอในการรีวิวสินค้า

 

“ปกติก็อิเจ๊ อิชั้น พี่ของขวัญขยัน Live”

 

นอกจากนี้ "หมอของขวัญ" ยังสนับสนุนว่า ‘ควรให้หมอสามารถรีวิวหรือโฆษณาสินค้าสุขภาพได้ เพราะทุกวันนี้อินฟลูอินเซอร์ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ก็รีวิวกันมากมาย'

 

“ถ้าไม่ให้หมอพูดถึงเรื่องยา อาหารเสริมสุขภาพ แล้วจะให้ใครพูด ข้อมูลทางสุขภาพที่ถูกต้อง ในยุคที่ข้อมูลในโซเชียลมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน” พญ.ของขวัญ กล่าว

“คนที่รู้ดีที่สุดคือคนที่เป็นหมอ ทำไมหมอถึงกล้ารับไลฟ์ ผลิตภัณฑ์ที่มีเจ้าของเป็นหมอ เพราะหมอเชื่อว่าเราต่างมีจริยธรรมทางการแพทย์ เราต่างมีจริยธรรมที่จะกระทำต่อคนเราถูกปลูกฝังไม่ใช่ปลูกฝังนะ ตอกย้ำเอาเสาเข็มต่อตอกตอกต่อตลอด 6 ปี ให้มีจริยธรรม แต่คุณมาประหัตประหารจริยธรรมด้วยคำว่า ดุลพินิจ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าอย่างนั้นคุณหมอมองว่า แทนที่จะไปกำจัดอินฟลูเอนเซอร์ที่รีวิวสินค้า ควรที่จะให้หมอเป็นคนรีวิวน่าจะถูกกว่าหรือไม่? หมอของขวัญตอบว่า

 

“ ณ วันนี้หมอทำอะไรไม่ได้เลยจับขวดโบท็อกซ์ก็ไม่ได้เอาโบท็อกซ์ก็พูดไม่ได้นะคะ ชี้ให้ประชาชนเห็นว่าของปลอมของจริงดูยังไงพูดไม่ได้.. ก็บอกแล้วว่าแพทยสภาจัดการแพทย์เนี่ยทุกคนยกเว้นหมอปลอม อะไรจะกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างมากกว่ากัน”

 

ทั้งนี้ ยังให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การกำหนดโทษเกี่ยวกับการโฆษณาในบางกรณีมีความรุนแรงเกินไป เมื่อเทียบกับความผิดทางวิชาชีพอื่น เช่น การกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย ร้ายแรงกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการทำหัตถการที่ไม่จำเป็นในโรงเรียนแพทย์

 

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การห้ามโฆษณาสินค้าสุขภาพของแพทย์นั้น เพราะบางทีก็จะเจอว่ามีคนใช้ผลิตภัณฑ์ตามการรีวิวแล้วมีผลกระทบต่อร่างกายผู้ใช้

 

หมอของขวัญตอบว่า “ก็ให้เขาไปร้อง สคบ. ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์แล้วมีผลกระทบต่อร่างกาย แต่กลับไปอย่างที่หมอบอกนะคะ สมมุติว่าหมอโฆษณาผลิตภัณฑ์แล้วมีผลกระทบต่อร่างกายแล้วคุณจะให้ใครโฆษณาคุณจะเชื่อแม่ค้า ออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ แล้วจะไม่มีผลกระทบกับประชาชนจริงๆหรอคะ ทุกวันนี้”

.....

 

สรุป คนไทยควรรู้อะไรบ้าง? จากกรณี “หมอของขวัญ” ยื่นใบลาออกต่อ "แพทยสภา"

 

 

หากมีชื่อว่าถูกตัดสินในสัปดาห์หน้า ก็มองว่า ประหลาดมาก เพราะลาออกแล้ว

 

สำหรับการลาออกครั้งนี้นั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเป็นการลาออกหลังจากมีกระแสข่าวที่ว่ามีการเพิกถอนใบหรือไม่ แล้วถ้ามีชื่อของหมอของขวัญ จะอย่างไร? หมอของขวัญตอบในตอนท้ายว่า

 

“ ก็จะประหลาดมากค่ะ เหมือนคุณลาออกจากบริษัท แล้วบริษัทยังจะทำอะไรคุณได้ คุณจะตัดสินลงโทษคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของคุณหรืออะไรก็แล้วแต่

แต่ ณ วันนี้หมอต้องบอกว่าสิ่งที่มันเป็นมา ถ้ามีการลงโทษหมอแบบเร็วด่วน หลังจากลาออก 1 วัน 3 วัน 7 วัน คือความประหลาดที่สุด เพราะชื่อยังไม่ได้ออกมา

ซึ่ง ณ วันนี้ หมอก็ยังไม่มีเรื่องไหนเลยที่จะมาพักใบหรือเพิกถอนใบหมอได้ เพราะหมอไม่มีเรื่องร้องเรียนร้ายแรงอะไรเลย นอกจากคำว่า ‘โฆษณา’

 

.....

 

ทั้งนี้ พบว่าตามหลักปฏิบัติขององค์กรวิชาชีพ การยื่นลาออกจากสมาชิกไม่ได้มีผลโดยทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและการมีมติของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปกระบวนการจะดำเนินไปตามขั้นตอนภายในของแพทยสภา ได้แก่

  1. ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นหนังสือลาออกต่อแพทยสภา
  2. สำนักงานแพทยสภาตรวจสอบคำขอและสถานะผู้ยื่น เช่น ตรวจสอบว่ามีคดีจริยธรรมค้างอยู่ หรือ อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาความผิดหรือไม่
  3. เสนอเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการแพทยสภา (บอร์ดแพทยสภา) เพื่อพิจารณา
  4. เมื่อคณะกรรมการแพทยสภามีมติรับทราบ การลาออกจึงมีผลสมบูรณ์ตามกระบวนการ

 

เพราะฉะนั้น หากดูกระบวนการดังกล่าวข้างต้นแล้ว คนไทยก็ต้องรอดูว่าประกาศของ "แพทยสภา" ในอาทิตย์หน้าจะเป็นไปในทิศทางใด!   หรือเมื่อแพทยสภาฟังการแถลงของหมอของขวัญวันนี้ จะออกมาตอบโต้หรือชี้แจงในประเด็นใดบ้าง

แต่มองจากทิศทางข่าวในวันนี้แล้ว ต้องบอกว่า เรื่องนี้ยังไม่จบ.

ข่าวล่าสุด

TOA คว้า 2 รางวัลใหญ่เวที Future Trends 2026 ย้ำผู้นำรักษ์โลก