
เสียงสะท้อนสังคม สู่ การถอนเกณฑ์ลดหย่อนภาษี คืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ พ่อแม่
แพ้เสียงสะท้อนสังคม นายกฯ สั่งเลิกเกณฑ์ลดหย่อนภาษีลูกคัดบัตรสวัสดิการฯ คืนสิทธิ์ให้พ่อแม่ หลังพบคนยากจนตัวจริงตกหล่น คลังชงบอร์ดแก้เกณฑ์ 11 มิ.ย.นี้ กลุ่มชวดสิทธิเปลี่ยนใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่ม ส.ค.69
KEY
POINTS
- รัฐบาลกำหนดเกณฑ์ให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากบุตรนำไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม
- นายกรัฐมนตรีรับฟังเสียงสะท้อนและสั่งยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากอาจไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ที่บุตรใช้สิทธิ์ทางภาษีแต่ไม่ได้เลี้ยงดูจริง
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะกรรมการฯ ปรับปรุงเงื่อนไข 11 มิ.ย.นี้ ถอนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีออก เพื่อคืนสิทธิ์ให้พ่อแม่และช่วยเหลือผู้ยากไร้ตัวจริง
ประเด็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลายเป็นหัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ใหม่ ที่ระบุว่า หากบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี จะส่งผลให้บิดามารดาท่านนั้นถูกตัดสิทธิ์จากการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที
เกณฑ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวาง โดยมีประเด็นสำคัญคือในโลกแห่งความเป็นจริง บุตรบางรายเพียงแค่ใช้สิทธิทางภาษีตามเอกสาร แต่ไม่ได้ให้การเลี้ยงดูหรือส่งเสียเงินทองให้กับพ่อแม่จริง ทำให้ผู้สูงอายุที่เป็นผู้ยากไร้และเดือดร้อนตัวจริงต้องสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไม่เป็นธรรม
นายกฯ สั่งถอย “เกณฑ์ลดหย่อนภาษี” คืนสิทธิ์ให้พ่อแม่
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ที่ทวีความรุนแรง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและเล็งเห็นถึงช่องว่างของหลักเกณฑ์ดังกล่าวที่อาจซ้ำเติมผู้เดือดร้อน จึงได้มีคำสั่งด่วนให้กระทรวงการคลังทบทวนและยกเลิกการนำสิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบิดามารดามาเป็นเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าเกณฑ์นี้อาจไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ที่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิแต่ไม่ได้รับดูแลจริง จึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้คนยากจนตัวจริงต้องตกหล่นจากระบบ
คลัง รับลูกชงบอร์ดปรับเกณฑ์ด่วน สร้างระบบสวัสดิการตรงจุด
ขานรับนโยบายดังกล่าว กระทรวงการคลัง ได้เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อยกเลิกหลักเกณฑ์เจ้าปัญหาและปรับปรุงเงื่อนไขให้เกิดความเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งการทบทวนครั้งนี้ไม่ใช่การยกเลิกการลงทะเบียน แต่เป็นการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสบายใจแก่ทุกฝ่าย
ชวดสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 เดือน ส.ค.-ก.ย.69
เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปเกณฑ์ในรอบนี้ คือการแก้ไขปัญหา “คนจนไม่จริง” ที่แอบอ้างสิทธิ์ ขณะที่ “คนยากจนตัวจริง” กลับเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ
ดังนั้นสำหรับกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการรอบใหม่ สามารถเปลี่ยนไปใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” แทน ซึ่งจะเป็นระบบรัฐร่วมจ่าย โดยรัฐสนับสนุน 60% และประชาชนออกเอง 40% โดยจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และได้สิทธิ์ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 รวมเป็นระยะเวลา 2 เดือน
ย้อน 8 เกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการฯ ก่อนทบทวนใหม่ ตามคำสั่งนายกฯ
คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนที่ใช้ประกอบการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4) ไม่มีบัตรเครดิต
5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
- กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
- กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน







