
ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ รับคลายตึงเครียดอิหร่าน
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดบวก หลังหุ้นเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปดีดตัวแรง นักลงทุนคลายกังวลสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำทรงตัวท่ามกลางความไม่แน่นอน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิป หลังนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นที่ปรับตัวลงแรงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายลงจากสัญญาณลดความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 220.23 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 25,929.66 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 21.99 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 7,405.73 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับลดลง 80.77 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 50,786.01 จุด
แรงหนุนสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ที่พุ่งขึ้น 1.5% ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ทะยานขึ้นถึง 5.6% ฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเคยฉุดมูลค่าตลาดของบริษัทชิปจดทะเบียนในสหรัฐหายไปรวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น Intel พุ่งขึ้นโดดเด่นถึง 11.2% หลังมีรายงานว่า Google ในเครือ Alphabet ได้สั่งผลิตหน่วยประมวลผล Tensor Processing Unit (TPU) มากกว่า 3 ล้านหน่วยสำหรับปี 2028 สะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ด้าน Broadcom ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชิปรายใหญ่ของโลก ปรับตัวขึ้น 2.8% หลังจากผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ก่อนเคยสร้างแรงกดดันต่อตลาดและจุดชนวนความกังวลว่าภาคเซมิคอนดักเตอร์อาจขยายตัวเร็วเกินไป
อย่างไรก็ตาม หุ้น Apple ปรับตัวลดลง 1.9% แม้บริษัทจะเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใหม่และการยกระดับผู้ช่วยอัจฉริยะ Siri ภายในงานประชุมนักพัฒนาประจำปี Worldwide Developers Conference (WWDC) ที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย
คลี่คลายความกังวลตะวันออกกลาง หนุนบรรยากาศลงทุน
นักลงทุนยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่อิหร่านและอิสราเอลส่งสัญญาณยุติการโจมตีตอบโต้ระหว่างกัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยทันที
การปะทะตลอด 24 ชั่วโมงก่อนหน้า ถือเป็นการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกจับตาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี ทางการอิหร่านระบุว่ายังคงพร้อมกลับมาโจมตีอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำให้สถานการณ์ยังมีความเปราะบางและอาจกลับมาตึงเครียดได้ทุกเมื่อ
น้ำมันปรับขึ้น ทองคำทรงตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอน
ตลาดพลังงานตอบรับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน แม้จะลดช่วงบวกจากระดับสูงสุดระหว่างวัน โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 94.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐ ปิดที่ 91.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.8%
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นมากกว่า 5% ระหว่างการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก
ส่วนตลาดทองคำเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยราคาทองคำสปอตทรงตัวที่ 4,334.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนสิงหาคมปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 4,363.4 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้แนวโน้มการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่านจะลดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดยังคงเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น.







