posttoday

เจาะวิกฤตประชากร "คนเอเชียไม่ยอมมีลูก" โจทย์หินรัฐบาลแก้ไม่ตก

06 กุมภาพันธ์ 2569

แม้รัฐบาลในเอเชียจะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจูงใจให้คนมีลูก แต่อัตราการเกิดยังคงต่ำกว่าเกณฑ์อย่างน่าใจหาย เนื่องจากค่านิยมและทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

KEY

POINTS

  • แม้รัฐบาลในเอเชียจะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจูงใจให้คนมีลูก แต่อัตราการเกิดยังคงต่ำกว่าเกณฑ์อย่างน่าใจหาย เนื่องจากค่านิยมการใช้ชีวิตและทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว
  • อัตราการเกิดที่ตกต่ำเป็น "ผลข้างเคียง" ของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น ประกอบกับประวัติศาสตร์การคุมกำเนิดในอดีต ทำให้โครงสร้างประชากรบิดเบี้ยวจนเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด 
  • การแก้ปัญหานี้ไม่มีทางลัด การพึ่งพาเทคโนโลยี (AI/Robotics) หรือการนำเข้าแรงงานเป็นเพียงตัวช่วยบรรเทา แต่การจะฟื้นฟูอัตราการเกิดต้องแก้ที่โครงสร้างสังคม ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่าย บทบาททางเพศในครอบครัว และต้องรอผลลัพธ์ในระยะยาว

 

สิงคโปร์กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันสารพัดมาตรการเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด แต่ดูเหมือนคู่รักชาวสิงคโปร์ยุคใหม่จะยังคงเมินเฉยต่อการสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ หรือบางคู่เลือกที่จะไม่มีทายาทเลย

 

ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่สิงคโปร์ แต่เป็นชะตากรรมร่วมของประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแทบทั้งสิ้น

 

เจาะวิกฤตประชากร "คนเอเชียไม่ยอมมีลูก" โจทย์หินรัฐบาลแก้ไม่ตก

 

ทำไมคนรุ่นใหม่ในเอเชียถึงเมินการมีลูก

 

ภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ (Ultra-low fertility) กลายเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาประเทศและมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือจีน ต่างมีอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับ 2.1 ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการทดแทนประชากรเดิม

 

ผู้นำสิงคโปร์ตระหนักดีถึงแนวโน้มนี้ รองนายกรัฐมนตรี "กัน คิม ยอง"  ยอมรับในเวทีประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ตัวเลขสถิติปี 2025 คงไม่สู้ดีนักและแทบไม่ต่างจากปีก่อนหน้า

 

บรรยากาศการสนทนาสะท้อนให้เห็นว่า ชาวสิงคโปร์บางส่วนสนใจการเลี้ยงสัตว์มากกว่าการมีลูก ขณะที่รัฐมนตรีอีกท่านระบุชัดเจนว่า ข้อมูลโครงสร้างประชากรอยู่ในเกณฑ์ที่ "น่ากังวลอย่างยิ่ง"

 

เดิมที สิงคโปร์คาดหวังว่าตัวเลขปี 2024 จะกระเตื้องขึ้น แต่ความเป็นจริงคืออัตราการเจริญพันธุ์ยังติดหล่มอยู่ต่ำกว่าระดับ 1.0 ลดลงอย่างต่อเนื่องจากยุคสร้างชาติเมื่อ 60 ปีก่อนที่เคยสูงถึง 4.5 

 

สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ถึงทิศทางในอนาคต ทั้งเรื่องการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ และการใช้หุ่นยนต์หรือ AI เข้ามาทดแทน ในขณะที่รัฐบาลเตือนว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-aged society)

 

เจาะวิกฤตประชากร "คนเอเชียไม่ยอมมีลูก" โจทย์หินรัฐบาลแก้ไม่ตก

 

"เงินอุดหนุน" ฟื้นคืนอัตราการเกิดไม่ได้

 

แม้สิงคโปร์จะได้เปรียบกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีน ในแง่การเปิดกว้างดึงดูดแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ แต่ก็มีขีดจำกัดทางการเมือง รัฐบาลต้องระมัดระวังในการบริหารจัดการประชากรเพื่อไม่ให้กระทบต่อโอกาสการจ้างงานของคนในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2011

 

คำถามคือ รัฐบาลควรทำอย่างไรต่อ? แม้การเพิ่มวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร เงินโบนัส หรือสิทธิทางภาษี จะไม่สามารถขยับตัวเลขการเกิดได้ แต่ก็ถือเป็นนโยบายที่จำเป็น

 

หนังสือเรื่อง Toxic Demography โดย Jennifer D. Sciubba และคณะ ชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจว่า "มาตรการทางการเงินแก้ปัญหาเรื่องค่านิยมไม่ได้" การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อครอบครัวขนาดเล็กเป็นเรื่องซับซ้อน และเนื่องจากโมเมนตัมทางประชากรใช้เวลานาน ประเทศที่ประชากรเริ่มลดลงแล้วอาจต้องเผชิญภาวะถดถอยต่อไปอีกหลายทศวรรษ 

 

กล่าวคือ การกู้สถานการณ์เด็กเกิดน้อยต้องอาศัย "ความอดทน" อย่างที่สุด

 

เศรษฐกิจชาติมหาอำนาจในเอเชียเหล่านี้ยังคงแข็งแกร่ง GDP ต่อหัวสูงลิ่ว แต่ความสำเร็จในอดีตมาพร้อมกับนโยบายวางแผนครอบครัวที่เข้มข้นเพื่อความมั่นคงของชาติ

 

ในอดีตบางประเทศรณรงค์การทำหมัน หรือนโยบายลูกคนเดียวของจีนที่เข้มงวด มาวันนี้เมื่อสถานการณ์กลับตาลปัตร รัฐบาลจีนถึงขั้นส่งเสริมให้มีลูกและเริ่มเก็บภาษีสินค้าคุมกำเนิด แต่ปัญหาคือข้อจำกัดทางกฎหมายหายไปแล้ว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่

 

การขู่ให้กลัวด้วยการพยากรณ์อนาคตที่มืดมน ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนของรัฐมนตรีเกาหลีใต้เรื่อง "การสูญพันธุ์ของชาติ" หรือข่าวเศรษฐกิจจีนชะลอตัวที่ผูกโยงกับประชากรที่หดตัว ตัวเลขประชากรที่ลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง สะท้อนว่าปัญหานี้สะสมมานาน

 

ทางออกไม่ได้อยู่ที่การสั่งการของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บริบททางสังคม ผู้หญิงต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ค่าเลี้ยงดูบุตรและที่อยู่อาศัยมีราคาสูง รวมถึงฝ่ายชายที่ยังแบ่งเบาภาระงานบ้านไม่มากพอ ดังที่งานวิจัยของ Claudia Goldin เจ้าของรางวัลโนเบลระบุว่า ผู้ชายต้องเป็นพ่อที่พึ่งพาได้จริง

 

สิงคโปร์ประเมินถูกแล้วว่าข่าวดีเรื่องประชากรคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะเราไม่ได้เดินทางมาถึงจุดวิกฤตในชั่วข้ามคืน การแก้ไขจึงไม่อาจเห็นผลได้ในชั่วข้ามคืนเช่นกัน

 

อ้างอิง: Bloomberg

ข่าวล่าสุด

นำร่อง 437 โรงเรียน "หลักสูตรพลเมืองดิจิทัล" รับมือกลโกงออนไลน์