รู้จัก “พีรามิดกลับหัว” รูปแบบการกินอาหารใหม่แห่งปี 2026
“พีรามิดกลับหัว” รูปแบบการกินอาหารใหม่แห่งปี 2026 ที่เน้นความสำคัญกับคุณภาพอาหาร เพื่อมุ่งขจัดภัยจากโรค NCDs
KEY
POINTS
- "พีรามิดกลับหัว" คือเทรนด์การกินอาหารใหม่ปี 2026 ที่เปลี่ยนจากการเน้นคาร์โบไฮเดรตมาให้ความสำคัญกับโปรตีนและไขมันดีเป็นฐานหลัก เพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
- หลักการสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนคุณภาพ ผัก และผลไม้ ควบคู่กับการลดคาร์โบไฮเดรตขัดสี น้ำตาล และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง หวานจัด มันจัด เค็มจัด
- ประเทศไทยเตรียมปรับใช้แนวคิดนี้ผ่าน "ธงโภชนาการใหม่" ในปี 2569 ซึ่งจะเน้นการลดหวาน มัน เค็ม และปรับคำแนะนำให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการกินของคนไทย
“พีรามิดกลับหัว” กำลังถูกจับตาในฐานะเทรนด์การกินอาหารใหม่ของโลกปี 2026 เมื่อหลายประเทศเริ่มปรับแนวคิดโภชนาการ จากการเน้นคาร์โบไฮเดรตและแคลอรี ไปสู่การให้ความสำคัญกับโปรตีน ผัก และอาหารธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันประเทศไทยเตรียมขยับตาม ด้วยการพัฒนา “ธงโภชนาการใหม่” ปี 2569 ลดหวาน มัน เค็ม และปรับคำแนะนำการกินให้เหมาะกับวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้น
ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า แนวคิดโภชนาการใหม่นี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของสังคมได้จริงหรือไม่
แนวคิด “พีรามิดกลับหัว” (Inverted Food Pyramid) คือรูปแบบการกินอาหารใหม่ของโลก ที่เกิดขึ้นในปี 2026 หลังหลายประเทศเริ่มปรับแนวทางโภชนาการ จากการเน้นปริมาณแคลอรีและคาร์โบไฮเดรต ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณภาพอาหาร” และผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ มาจากปัญหาสำคัญคือ “ต้องการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs” นั่นเอง!
พีรามิดกลับหัวเป็นการกลับโครงสร้างของพีรามิดอาหารแบบเดิม ที่เคยนำ “คาร์โบไฮเดรตเป็นฐานใหญ่สุด” เป็นการวาง “โปรตีนและไขมันคุณภาพ” เป็นแกนหลักของการกินในแต่ละวัน โดยเน้น
- โปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ ถั่ว เนื้อไม่ติดมัน ในทุกมื้อ
- เพิ่มสัดส่วน ผักและผลไม้หลากหลายสี
- ลดคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น แป้งขาว น้ำตาล อย่างเช่น น้ำตาลที่ส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำหนักเกิน และปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง อาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด
- มุ่ง “กินอาหารจริง” (whole food) มากกว่าอาหารอุตสาหกรรม
ถ้าสังเกตุจะพบว่า การกินอาหารตามสูตร พีรามิดหัวกลับนี้ เป็นการขจัดต้นเหตุของปัญหาโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งก็คือพื้นฐานของโรค NCDs ซึ่งเพิ่มขึ้นทั่วโลก และเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตผู้คนในปัจจุบันมากที่สุด!
ประเทศไทย “รับลูก” ดัน “ธงโภชนาการใหม่ 2569”
ทั้งนี้ ในฝั่งประเทศไทย กรมอนามัยได้เตรียมออก ธงโภชานาการใหม่ ปี 2569 ซึ่งมีความสอดคล้องกับพีรามิดกลับหัว แต่นำมาปรับให้เข้ากับรูปแบบวัฒนธรรมไทย
ธงโภชนาการของประเทศไทย จะพัฒนามาจากเกณฑ์ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (Dietary Reference Intake for Thais 2020) และข้อมูลการสำรวจการบริโภคอาหารของประเทศไทยในแต่ละกลุ่มวัย มากำหนดปริมาณอาหารที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการกินอาหารของคนไทย เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะขาดสารอาหารและโรค NCDs เช่นกัน
อีกทั้งยังกำหนดให้พื้นที่แต่ละหมวดอาหาร สื่อถึง “ปริมาณการบริโภคที่ควรได้รับ” กลุ่มอาหารที่อยู่ส่วนบนหรือมีพื้นที่มากกว่าเป็นกลุ่มที่สามารถบริโภคได้ในปริมาณมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยที่กินข้าวเป็นหลัก เหมือนกับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เน้นการกินข้าวไม่ขัดสี เพื่อเพิ่มใยอาหารและวิตามิน ลดความเสี่ยงเบาหวาน และวัฒนธรรมการกินของคนไทยที่กินอาหารแบบสำรับอาหาร และเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความหลากหลายของอาหาร
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึง ความสำคัญของคุณภาพโปรตีน ที่ต้องรับประทานในปริมาณที่เพียงพอ แหล่งโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ปีก อาหารทะเล รวมถึง โปรตีนจากพืชอย่างถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่ว ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ
และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง การกินโปรตีนอย่างเหมาะสมมีบทบาทสำคัญต่อการคงมวลกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
แนะนำดื่มนมรสจืด 2 แก้วต่อวัน หรืออาจแทนด้วยนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม หรือ โยเกิร์ตรสจืด ที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและการใช้แรงต้าน จะช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ กรมอนามัยจะเปิดตัวธงโภชนาการฉบับใหม่ในปี 2569 นี้ ที่ยังคงยึดหลักความสมดุลและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเน้นแนวทางสำคัญ 3 ประการ
- ฉลาดเลือกกิน ลดหวาน มัน เค็ม และเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง
- ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ปรับปริมาณให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ
- กินอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการกินอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล เพื่อความยั่งยืนทางอาหารและสุขภาพ


