
กทม. ตั้งรับสังคมสูงวัย ยกระดับระบบสาธารณสุขไร้รอยต่อ
กทม. เดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขไร้รอยต่อ ลดความหนาแน่นของโรงพยาบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งรับไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพเครือข่ายสาธารณสุขและการตรวจรับรองคุณภาพสถานชีวาภิบาล และบรรยายพิเศษประเด็น "การยกระดับและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสาธารณสุขเพื่อการดูแลแบบประคับประคอง" ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ว่า
“เหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่กลายเป็นเรื่องยากในเรื่องของความเข้าใจ Bangkok Health Zone จึงต้อง Set Tone กันใหม่ เพื่อให้การขายฝันนั้นกลายเป็นเรื่องจริง งานนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ก่อนจะไปดูเรื่องสถานชีวาภิบาลเราต้องทำความเข้าใจคำว่าไร้รอยต่อก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่การมี Telemed หรือการคุยผ่านไลน์เท่านั้น การจะเป็นไร้รอยต่อตามที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ต้องทำการวัดที่ประชาชนไม่ใช่วัดที่ตัวเรา เมื่อเราเปลี่ยนที่ยืน เปลี่ยนมุมมองให้กลายเป็นประชาชนธรรมดา จะทำให้เข้าใจงานมากขึ้น เข้าใจคำว่า Bangkok Health Zone และ Telemed ได้มากขึ้น”
เมื่อเจ้าหน้าที่ลงชุมชน การเสียสละเวลาใส่ข้อมูลจุดที่พักอาศัยของกลุ่มเปราะบางดูเหมือนเป็นการเพิ่มขั้นตอนการทำงานแต่จะทำให้การทำงานในเรื่องอื่นง่ายขึ้น อาทิ การเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง การเข้าพื้นที่ของศูนย์เอราวัณเพื่อดูแลผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยติดเตียงทำได้เร็วขึ้น และทำให้เรื่อง Bangkok Health Zone ทั้ง 7 โซน เป็นจริงได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นการทำงานโดยมองข้ามเรื่องของสังกัด ซึ่งกทม.รับเป็น Manager หลักของทุกโซน
โดย รพ. จะเป็นปราการสุดท้ายแต่ไม่ใช่ปราการเดียว หน่วยปฐมภูมิหรือศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ถือเป็นปราการที่สำคัญที่สุด และทุก ศบส. จะอยู่ในแต่ละ Health Zone ถือเป็นคนที่สำคัญที่สุด เพราะคือหมุดเชื่อมตรงกลาง ซึ่งคนที่สำคัญไม่ใช่คนที่ถือครองทรัพยากรที่ดีที่สุดอยู่ แต่เป็นคนที่เป็นหมุดเชื่อม ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ซึ่งหากทำหน้าที่ลดความหนาแน่นของโรงพยาบาลได้เพียง 10-20% ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ในอีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 2 ปีของการมี Health Zone ขณะนี้ได้สั่งการให้เร่งปรับปรุง ศบส. โดยภายในปี 70 จะมี 38 ศูนย์ฯ ใหม่เกิดขึ้น
ขณะที่นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวว่า จากสถิติรายงานประชากร พบว่า กรุงเทพมหานครมีอัตราผู้สูงอายุมากกว่า ร้อยละ 20 และทุกพื้นที่เขตมีอัตราผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งหมายถึงกรุงเทพมหานครได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางที่มีภาวะพึ่งพิง มีความต้องการการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้การมีส่วนร่วมในการดูแลโดยสหวิชาชีพ การดูแลแบบประคับประคองจึงถูกกำหนดในแผนกลยุทธ์การขับเคลื่อนเขตสุขภาพกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี และประกอบกับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในประเด็นสถานชีวาภิบาล
ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้ผลักดันนโยบายสถานชีวาภิบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการประชุมเครือข่าย การพัฒนา 250 สถานชีวาภิบาล 50 เขต เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 66 และจัดอบรมเตรียมความพร้อมต่อการตรวจรับรองคุณภาพสถานชีวาภิบาล ประเด็นการจัดการระบบป้องกันและการควบคุมการติดเชื้อ และการดูแลแบบประคับประคองในวันที่ 7 ก.พ. 67
สำหรับการประชุมส่งเสริมศักยภาพเครือข่ายสาธารณสุขและการตรวจรับรองคุณภาพสถานชีวาภิบาลในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม 200 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักงานเขต ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน
เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รับความรู้ด้านนโยบายและมาตรฐานสถานชีวาภิบาลในสถานประกอบการของกรุงเทพมหานคร และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงแนวทางการประเมินการตรวจรับรองคุณภาพสถานชีวาภิบาล กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อ
- “การดำเนินการตามนโยบายและมาตรฐานสถานชีวาภิบาลในสถานประกอบการกรุงเทพมหานคร”
- “นโยบายสถานชีวาภิบาล ในบริบทกรุงเทพมหานคร”
- “มาตรฐานสถานชีวาภิบาลในชุมชนกรุงเทพมหานคร”







