
น้ำดำ "สระบุรี" ไม่หยุด สารพิษไม่จบ! เปิดปมมลพิษอุตสาหกรรมสะสม รัฐรู้แค่ไหน ใครต้องรับผิด?
น้ำดำสระบุรีไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำเสีย เมื่อผลตรวจพบโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อนในคลองหลายจุด ขณะที่การสืบหาต้นตอคืบหน้า 95% แต่ยังเหลือโจทย์ใหญ่ รัฐจะชี้ตัวผู้ก่อมลพิษและหยุดสารพิษก่อนกระทบระบบแหล่งน้ำสำคัญได้หรือไม่
KEY
POINTS
- ปัญหาน้ำดำในสระบุรีไม่ใช่แค่น้ำเสีย แต่เป็นวิกฤตมลพิษอุตสาหกรรมสะสม โดยมีการตรวจพบโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่เป็นอันตรายเกินค่ามาตรฐานในแหล่งน้ำและตะกอนดิน
- การระบุตัวผู้ก่อมลพิษเป็นความท้าทายสำคัญ แม้จะสืบสวนจนจำกัดวงพื้นที่ต้องสงสัยได้ แต่การเอาผิดทางกฎหมายยังต้องการหลักฐานที่เชื่อมโยงโดยตรงระหว่างแหล่งกำเนิดในโรงงานกับสารปนเปื้อนที่พบในสิ่งแวดล้อม
- กรณีนี้สะท้อนข้อจำกัดในการบริหารจัดการของภาครัฐที่หน่วยงานต่างๆ ขาดการบูรณาการข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด ทำให้เกิดข้อเรียกร้องให้สร้างระบบเฝ้าระวังเชิงรุกและโปร่งใสเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
น้ำดำสระบุรีไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่น! เปิดปมมลพิษอุตสาหกรรมสะสม ท้าทายรัฐหาต้นตอ–หยุดสารพิษก่อนถึงแม่น้ำป่าสัก
จากคลองห้วยตะเข้ถึงคลองหนองน้ำเขียว วิกฤตน้ำดำที่เกิดซ้ำในจังหวัดสระบุรีกำลังเผยให้เห็นปัญหามลพิษที่ซับซ้อนกว่าน้ำเสียทั่วไป เมื่อผลตรวจพบโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อนทั้งในน้ำและตะกอนดิน
ขณะที่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการตรวจพบสารพิษ แต่คือการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ และรัฐจะหยุดการแพร่กระจายได้อย่างไร
ปรากฏการณ์น้ำในคลองเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกในพื้นที่จังหวัดสระบุรี กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เบื้องหลังสีของน้ำที่มองเห็นด้วยตาเปล่า อาจเป็นปัญหามลพิษที่ซับซ้อนกว่าการระบายน้ำเสียจากครัวเรือน
กรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากคลองห้วยตะเข้ บริเวณใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี ก่อนที่การตรวจสอบจะขยายไปยังคลองหนองน้ำเขียว คลองเกตุ และคลองเพรียว ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่เชื่อมโยงกับระบบแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัด และมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ต้นน้ำที่ใช้ประโยชน์ด้านการผลิตน้ำประปา
ข้อมูลจากการติดตามของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำบาดาล ทำให้ข้อสงสัยเรื่องต้นตอของน้ำดำเริ่มมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบ โดยเฉพาะการตรวจพบโลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหยง่าย และสารเคมีบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอุตสาหกรรม
น้ำดำไม่ได้จบแค่ความสกปรก เมื่อผลตรวจพบโลหะหนักสะสมในตะกอนดิน
สิ่งที่ทำให้กรณีสระบุรีมีความน่ากังวลมากกว่าปัญหาน้ำเน่าเสียทั่วไป คือการตรวจพบสารปนเปื้อนหลายประเภท ทั้งในน้ำผิวดินและตะกอนดิน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่มีการสะสมของมลพิษในระบบนิเวศแหล่งน้ำ
จากผลการตรวจคุณภาพน้ำที่เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในบางจุดของคลองหนองน้ำเขียว คลองเกตุ และคลองห้วยตะเข้ โดยเฉพาะบริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียวและพื้นที่ใกล้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยผลตรวจตะกอนดินจากการเก็บตัวอย่าง 13 จุด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ครอบคลุมคลองหนองน้ำเขียว คลองเกตุ คลองห้วยตะเข้ ห้วยแห้ง และประตูระบายน้ำคลองเพรียว
ผลตรวจพบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐานหลายชนิด ได้แก่ ตะกั่ว ทองแดง ปรอท นิกเกิล สารหนู แคดเมียม และสังกะสี โดยพบความผิดปกติในหลายจุดบริเวณช่วงต้นและตอนกลางของคลองหนองน้ำเขียว
รวมถึงบางจุดในคลองห้วยตะเข้ โดยเฉพาะบริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่พบโลหะหนักหลายชนิดเกินมาตรฐานในระดับสูง
ข้อมูลดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศ เพราะตะกอนดินเป็นแหล่งสะสมของสารปนเปื้อน และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หน้าดิน เช่น หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ และตัวอ่อนแมลงน้ำ หากสารอันตรายสะสมในระดับสูง ย่อมมีโอกาสกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาน้ำดำให้กลับมาใส แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าสารปนเปื้อนที่ตกค้างในท้องน้ำมีปริมาณเท่าใด กระจายตัวไปถึงบริเวณใด และจำเป็นต้องฟื้นฟูตะกอนดินอย่างไร
VOCs–ฟีนอล–ค่า COD เปิดร่องรอยมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรม
นอกจากโลหะหนักแล้ว การตรวจสอบยังพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีที่สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย และมีสารบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำที่กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 พบสารในกลุ่ม VOCs หลายชนิด ได้แก่ เบนซีน ไดคลอโรมีเทน โทลูอีน เอทิลเบนซีน 1,2-ไดคลอโรอีเทน และ 1,1,2-ไตรคลอโรอีเทน
การตรวจพบสารเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างจริงจัง เนื่องจากสารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและความเป็นอันตรายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเบนซีนและสารบางชนิดในกลุ่มคลอริเนต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพเมื่อได้รับสัมผัสในระดับและระยะเวลาที่เหมาะสมกับการก่ออันตราย
ขณะที่ข้อมูลจากการตรวจวิเคราะห์ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งถูกนำเสนอในเวทีติดตามปัญหาน้ำดำ ยังพบความผิดปกติของตัวชี้วัดคุณภาพน้ำหลายรายการ ได้แก่ ค่า TDS คลอไรด์ TOC ไนโตรเจน แอมโมเนีย และค่า COD ที่สูงเกินเกณฑ์ควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานในบางจุด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือค่า COD ที่สูง แต่ค่า BOD กลับอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจสะท้อนว่ามีสารอินทรีย์บางส่วนที่ย่อยสลายทางชีวภาพได้ยาก หรือมีสารที่รบกวนกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันประเภทหรือแหล่งกำเนิดของน้ำเสียได้ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับผลวิเคราะห์สารเคมีและข้อมูลการไหลของน้ำ
เมื่อพิจารณาภาพรวม ทั้งโลหะหนัก VOCs และค่าทางเคมีที่ผิดปกติ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องตรวจสอบกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างละเอียด ไม่ใช่ด่วนสรุปว่าเป็นน้ำเสียจากครัวเรือนหรือกิจกรรมของประชาชนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ไล่เส้นทางน้ำ 95% ที่เหลือคือคำตอบว่าใครต้องรับผิดชอบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการสืบหาต้นตอ คือการติดตามเส้นทางการไหลของน้ำจากพื้นที่ต้นคลองหนองน้ำเขียว ผ่านบริเวณสถานประกอบการอุตสาหกรรม ก่อนเชื่อมต่อกับคลองสายอื่น
ข้อมูลที่นำเสนอโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในการติดตามปัญหา ระบุว่า การวิเคราะห์เส้นทางน้ำและผลตรวจภาคสนามทำให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ต้นทางของการปนเปื้อนได้มากขึ้น โดยมีการกล่าวถึงพื้นที่ใกล้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ที.เอ็น.ซี. รีไซเคิล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเส้นทางน้ำที่ต้องตรวจสอบ
ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีระบุว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการทั้งสองแห่ง เพื่อหาสาเหตุของปัญหาน้ำเสียบริเวณห้วยตะเข้
อย่างไรก็ตาม การพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและการพบสถานประกอบการอยู่ใกล้เส้นทางน้ำ ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางกฎหมายว่าโรงงานแห่งใดเป็นผู้ก่อมลพิษโดยตรง การยืนยันความรับผิดจำเป็นต้องมีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการผลิต ระบบระบายน้ำ ผลตรวจภายในสถานประกอบการ และสารที่ตรวจพบในแหล่งน้ำสาธารณะ
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งอธิบายถึงความจำเป็นในการนำผลตรวจจากภายในโรงงานมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถระบุแหล่งกำเนิดได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
ในการเปิดเผยข้อมูลของสื่อสาธารณะเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มีการอ้างถึงข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า สามารถเชื่อมโยงเส้นทางและแหล่งที่มาของน้ำเสียได้ประมาณ 95% โดยยังเหลือข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำภายในโรงงานจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญสำหรับการยืนยันต้นตอ
ตัวเลข 95% จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันความผิดของผู้ประกอบการรายใดแล้ว แต่สะท้อนว่าการสืบสวนมีข้อมูลประกอบจำนวนมาก และสิ่งที่สังคมกำลังรอคือผลตรวจที่สามารถเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีหน่วยงาน แต่อยู่ที่ข้อมูลและอำนาจต้องเชื่อมถึงกัน
กรณีน้ำดำสระบุรีสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อการตรวจสอบมลพิษหนึ่งกรณีต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายระดับ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายแตกต่างกัน
กรมควบคุมมลพิษมีบทบาทในการตรวจสอบและประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อม เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน วิเคราะห์สารปนเปื้อน ตลอดจนเสนอแนะแนวทางควบคุมมลพิษ แต่การดำเนินการกับโรงงานในฐานะผู้ประกอบกิจการต้องประสานกับหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายโรงงาน
กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นหน่วยงานสำคัญในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงาน ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการกากอุตสาหกรรม และการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายเมื่อพบการกระทำผิด
ส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลความเดือดร้อนของประชาชน ประสานการแก้ไขปัญหา และจัดมาตรการบรรเทาผลกระทบในพื้นที่
การแบ่งหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีเครื่องมือทางกฎหมาย แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ข้อมูลจากการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานเชื่อมโยงกันได้รวดเร็วและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตซ้ำ ทั้งผลตรวจคุณภาพน้ำ ผลตรวจตะกอนดิน รายงานการตรวจโรงงาน สถานะการดำเนินคดี และความคืบหน้าของมาตรการแก้ไข
เพราะหากรัฐตรวจพบสารปนเปื้อนแล้ว แต่ข้อมูลยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ หรือไม่มีการชี้แจงว่าหน่วยงานใดกำลังดำเนินการในขั้นตอนใด ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมย่อมลดลง
จากคลองสู่แม่น้ำป่าสัก ความเสี่ยงที่เมืองไม่ควรมองข้าม
สิ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำดำสระบุรีมีความสำคัญในระดับเมือง คือความเชื่อมโยงของแหล่งน้ำในพื้นที่กับแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นทรัพยากรน้ำสำคัญของจังหวัดและพื้นที่ภาคกลาง
แม่น้ำป่าสักมีบทบาททั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร ระบบชลประทาน และระบบนิเวศ การปนเปื้อนในคลองสาขาจึงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ซึ่งอาจทำให้สารที่สะสมอยู่ในตะกอนดินถูกพัดพาหรือกระจายตัวได้
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังกับข้อเท็จจริงที่ตรวจพบแล้ว เพราะการพบโลหะหนักในคลองไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นจะไหลเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปาหรือทำให้น้ำประปาไม่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลที่เผยแพร่จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า ผลตรวจน้ำดิบบริเวณจุดสูบน้ำเพื่อการประปาเทศบาลเมืองสระบุรี และน้ำประปาที่ผ่านกระบวนการผลิตในช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง มีค่าตามเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
แต่ผลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง ไม่ใช่หลักประกันว่าคุณภาพน้ำจะปลอดภัยตลอดไป หากยังมีแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่ได้รับการควบคุม
ดังนั้น การตรวจสอบต้องครอบคลุมทั้งต้นน้ำ ระหว่างทาง ปลายน้ำ จุดรับน้ำดิบ และน้ำประปาหลังการผลิต พร้อมเผยแพร่ผลตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลจริงได้
ทางออกไม่ใช่แค่แก้น้ำดำ แต่ต้องสร้างระบบเฝ้าระวังมลพิษที่ตรวจสอบได้
กรณีสระบุรีสะท้อนว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองอุตสาหกรรมไม่สามารถพึ่งพาการลงพื้นที่ตรวจสอบหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับไปสู่ระบบเฝ้าระวังเชิงรุกที่สามารถตรวจพบความผิดปกติก่อนมลพิษจะกระจายออกสู่ชุมชน
แนวทางสำคัญมีอย่างน้อย 4 ด้าน
หนึ่ง จัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบต่อเนื่องในจุดเสี่ยง โดยติดตั้งสถานีตรวจวัดค่าพื้นฐาน เช่น pH อุณหภูมิ ความขุ่น และค่าการนำไฟฟ้า พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ ทั้งนี้ สารโลหะหนักและสาร VOCs ยังจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการตามวิธีมาตรฐาน ไม่สามารถใช้เซนเซอร์ทั่วไปตรวจยืนยันสารทุกชนิดได้
สอง เปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำและผลตรวจโรงงานในรูปแบบฐานข้อมูลสาธารณะ โดยระบุวันเก็บตัวอย่าง จุดตรวจ ค่าที่ตรวจพบ มาตรฐานที่ใช้อ้างอิง และสถานะการแก้ไข เพื่อให้ประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานตรวจสอบข้อมูลชุดเดียวกันได้
สาม ใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศหรือ GIS เชื่อมโยงตำแหน่งโรงงาน จุดระบายน้ำ เส้นทางคลอง พื้นที่รับน้ำ และผลตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งกำเนิดกับการเคลื่อนตัวของมลพิษ โดยต้องมีการสำรวจภาคสนามและตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ประกอบ ไม่ใช่อาศัยแผนที่เพียงอย่างเดียว
สี่ ดำเนินมาตรการตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) เมื่อพิสูจน์ได้ว่าแหล่งกำเนิดใดเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องมีการสั่งแก้ไข ควบคุมการระบายของเสีย ฟื้นฟูแหล่งน้ำ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย โดยไม่ผลักภาระให้ชุมชนหรือใช้งบประมาณสาธารณะรับผิดชอบแทนผู้ก่อมลพิษ
นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการคุ้มครองประชาชนระหว่างรอการแก้ไข เช่น การจัดหาแหล่งน้ำสะอาด การแจ้งเตือนข้อควรระวังในการใช้น้ำ และการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาสระบุรี โดยเน้นทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำรอง การติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำ และการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ท้ายที่สุด วิกฤตน้ำดำสระบุรีกำลังตั้งคำถามสำคัญต่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมของไทยว่า เราจะสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความปลอดภัยของทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไร
เพราะเมืองที่จะมุ่งสู่การเป็น Smart City ไม่ควรมีเพียงระบบขนส่งอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่ต้องมีระบบจัดการมลพิษที่ตรวจสอบได้ มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ และสามารถระบุผู้รับผิดชอบได้จริง
น้ำดำที่ไหลผ่านชุมชนจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะจุด แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐจะเปลี่ยนข้อมูลการตรวจพบมลพิษให้กลายเป็นการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองประชาชนได้ทันเวลาหรือไม่..
มูลนิธิบูรณะนิเวศ และ decode.plus ชวนแลกเปลี่ยนในเปิดเวทีมีทางออกไหม? “ปัญหาน้ำเสีย จังหวัดสระบุรี”
วิทยากร
1. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
2. ธนาวุธ โนราช ผู้อำนวยการส่วนตรวจและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน
สิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) กรมควบคุมมลพิษ
3. ดร.ธนกร ยอดสมสวย นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
4.รชธกร ฐานะวร ผอ.ส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ จ.สระบุรี
5. ดร. มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟู
ทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล หรือผู้แทน
6. ดร. พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมและ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
7. ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความจากเครือข่ายนักกฎหมายจิตอาสาเพื่อสังคม
ชมสด FB Live : มูลนิธิบูรณะนิเวศ , DECODE, Thai PBS วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2569
ลงทะเบียนร่วมงาน เวลา 08.30 น.
FB live เริ่ม 09.00 -13.30 น.
ที่มา:
- Thai PBS Decode – น้ำดำพาให้เรื่องแดง มีอะไรอยู่ใกล้ต้นน้ำแหล่งผลิตน้ำประปาสระบุรี — ภาพรวมปัญหาและผลตรวจสารปนเปื้อน
- Thai PBS News – ผลตรวจคลองหนองน้ำ-คลองห้วยตะเข้ พบโลหะหนักเกินเกณฑ์หลายจุด — ผลตรวจตะกอนดิน 13 จุด
- Thai PBS Decode – ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง — ข้อมูลการสืบหาแหล่งกำเนิดและประเด็น 95%
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี – ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหา — ความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายและข้อเสนอแก้ไข
- สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี — การตรวจสอบสถานประกอบการเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569
- สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 — รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำปีงบประมาณ 2569
ภาพประกอบ: กรุงเทพธุรกิจ







