
ครม.เบรกขึ้น "บัญชีนวัตกรรมไทย" 940 ผลงาน พบ 6 ปมเสี่ยงเอื้อผลประโยชน์!
ครม.สั่งชะลอขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย หลังพบ 6 ปัญหาใหญ่ ทั้งการจัดซื้อกระจุกตัว ตรวจสอบราคายาก และความเสี่ยงเอื้อประโยชน์ผู้ขายบางราย มอบสำนักงบประมาณทบทวนระบบภายใน 60 วัน หลังดำเนินมาตรการมานานกว่า 10 ปี
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นการชั่วคราว มติดังกล่าวมีขึ้นในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ โดยให้สำนักงบประมาณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย พร้อมทบทวนกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ การตรวจสอบราคา หลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ยังให้สำนักงบประมาณประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปผลการทบทวนส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งมติ ก่อนเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง
บัญชีนวัตกรรมไทยคืออะไร?
บัญชีนวัตกรรมไทยเป็นมาตรการที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมของไทยให้สามารถเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นบัญชีตามหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายใช้กำลังซื้อของภาครัฐสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา สร้างตลาดให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจได้
ขึ้นบัญชีแล้ว 940 ผลงาน แต่รัฐซื้อจริงไม่ถึงหนึ่งในสี่
ข้อมูลจากสำนักงบประมาณระบุว่า ประเทศไทยเริ่มประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยครั้งแรกในเดือนมกราคม 2559 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2569 รวมประกาศแล้ว 115 ฉบับ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม 940 ผลงาน
ในจำนวนนี้ มีผลงานครบกำหนดอายุสิทธิ 396 ผลงาน ได้รับการทบทวนสิทธิหลังครบกำหนด 26 ผลงาน และยกเลิกการขึ้นบัญชี 3 ผลงาน ปัจจุบันจึงเหลือผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชี 567 ผลงาน
เมื่อพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงปีงบประมาณ 2560–2567 พบว่า แม้มูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 407.3 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 เป็น 9,980.2 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 24 เท่า แต่สัดส่วนผลงานที่ได้รับการจัดซื้อกลับลดลง
โดยในปีงบประมาณ 2560 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดซื้อ 30 ผลงาน จากผลงานในบัญชี 81 ผลงาน คิดเป็น 37.04% ขณะที่ปีงบประมาณ 2567 มีผลงานที่ได้รับการจัดซื้อ 183 ผลงาน จาก 759 ผลงาน คิดเป็นเพียง 24.11%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้มูลค่าตลาดภาครัฐสำหรับสินค้านวัตกรรมจะขยายตัว แต่โอกาสในการได้รับคำสั่งซื้อไม่ได้กระจายไปยังผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นบัญชีอย่างทั่วถึง โดยการจัดซื้อส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเดิม
เปิด 6 ปัญหาใหญ่ ทำไมต้องทบทวนบัญชีนวัตกรรมไทย?
สำนักงบประมาณสรุปปัญหาสำคัญจากผลการดำเนินงานและการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไว้ 6 ประเด็น ได้แก่
1. ประสิทธิผลของมาตรการไม่ทั่วถึง
แม้มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดซื้อกลับลดลงเมื่อเทียบกับจำนวนผลงานที่ขึ้นบัญชี ขณะที่การจัดซื้อส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม ทำให้มาตรการอาจยังไม่สามารถกระจายโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึง
2. ความซ้ำซ้อนกับระบบจัดซื้อจัดจ้างอื่น
ผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยอาจซ้ำซ้อนกับระบบหรือมาตรฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคากลางยา บัญชีรายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ บัญชีบริการดิจิทัล และราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร จึงจำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์
3. ตรวจสอบต้นทุนและราคาสินค้าได้ยาก
ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมีคุณลักษณะเฉพาะและโครงสร้างต้นทุนแตกต่างจากสินค้าทั่วไป บางรายการมีการจ้างผลิตหรือนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนการวิจัย การทดสอบคุณภาพ และค่าใช้จ่ายของผู้แทนจำหน่าย ทำให้การตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงและการเปรียบเทียบราคากับผลิตภัณฑ์อื่นทำได้ยาก
4. ความเสี่ยงผูกขาดและเอื้อประโยชน์ผู้ขายบางราย
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ สะท้อนความเสี่ยงที่มาตรการอาจนำไปสู่การผูกขาด การแข่งขันที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หรือการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงการขาดระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ
5. ความสอดคล้องกับหลักการจัดซื้อจัดจ้างสากล
หลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐขององค์การการค้าโลก (WTO) ให้ความสำคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม การเปิดตลาด และการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องประเมินว่ามาตรการส่งเสริมนวัตกรรมไทยมีความเหมาะสมและคุ้มค่าเพียงใด
6. ข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
มีกรณีการนำรายการสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยไปกำหนดไว้ในแบบรูปรายการงานก่อสร้าง แต่คู่สัญญาซึ่งไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายไม่สามารถจัดหาสินค้าดังกล่าวได้ ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบงานตามสัญญา
สภาพัฒน์เสนอเชื่อมระบบ e-GP ติดตามการจัดซื้อจริง
นอกจากข้อเสนอของสำนักงบประมาณแล้ว สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังเสนอให้ทบทวนระบบการติดตามและประเมินผล เพื่อให้สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีนวัตกรรมไทยกับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) เพื่อให้สามารถติดตามมูลค่าการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ควรนำข้อมูลประสบการณ์ของหน่วยงานผู้จัดซื้อและผู้ประกอบการมาประกอบการประเมินผล รวมถึงทบทวนกฎระเบียบที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมกับราคาในการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเหมาะสม
ข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายทำให้การส่งเสริมนวัตกรรมไทยไม่จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน แต่สามารถประเมินได้ว่ามาตรการช่วยสร้างตลาด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐได้มากน้อยเพียงใด
รัฐเคยปรับเกณฑ์ หวั่นสินค้าทั่วไปแฝงเป็นนวัตกรรม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ครม.ได้เห็นชอบแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีนวัตกรรมไทย หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บางรายการที่อาจไม่ได้เป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริง หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เคยมีความใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสามารถผลิตเป็นสินค้าหรืออุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปได้แล้ว
แนวทางที่รัฐบาลเสนอในขณะนั้น ได้แก่ การปรับนิยามคำว่า “นวัตกรรม” และ “สิ่งใหม่” ให้ชัดเจนขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงเพียงบรรจุภัณฑ์หรือหีบห่อไม่ถือเป็นเหตุให้ขึ้นทะเบียนได้ รวมถึงการลดการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา การเปิดช่องทางอุทธรณ์ และการเปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบการกับรายละเอียดผลิตภัณฑ์ต่อสาธารณะก่อนอนุมัติ
ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลได้ปรับให้ สนช.รับหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมแทน สวทช. โดยมีสำนักงบประมาณรับผิดชอบการตรวจสอบราคาและประกาศบัญชี
มติชะลอการขึ้นบัญชีครั้งล่าสุดจึงเป็นการทบทวนเพิ่มเติมจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เริ่มดำเนินการไปก่อนหน้า
ชะลอขึ้นบัญชีใหม่ แต่ยังไม่ประกาศยกเลิกผลงานเดิม
สำหรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการ มติ ครม.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เป็นการชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยระหว่างการทบทวนระบบ ไม่ใช่การประกาศยกเลิกบัญชีนวัตกรรมไทยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าผลงานที่ได้รับการขึ้นบัญชีแล้วจะได้รับผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์อย่างไร รวมถึงคำขอที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจะดำเนินการต่อได้เมื่อใด
ข้อมูลจาก สนช.ระบุว่า มีคำขอขึ้นทะเบียนที่ยื่นต่อ สวทช.ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวน 102 ผลงาน ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการโอนข้อมูลมายัง สนช. โดยหน่วยงานได้แจ้งว่าจะติดตามความคืบหน้าของมติและประกาศแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสรุปผลการทบทวนภายใน 60 วันนับจากได้รับแจ้งมติ เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การปรับหลักเกณฑ์ให้สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยได้อย่างแท้จริง พร้อมป้องกันการผูกขาดและสร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ







