
ปลดล็อกข้อมูลแยกส่วน! ดัน GIS เป็นโครงสร้างพื้นฐานเมืองยุคใหม่
GIS กำลังขยับจากระบบแผนที่สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน หนุนบริหารเมือง รับมือภัยพิบัติ และต่อยอด AI-Digital Twin
KEY
POINTS
- ยกระดับเทคโนโลยี GIS ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เคยแยกส่วนกันในแต่ละหน่วยงานให้สามารถบูรณาการและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
- ข้อมูล GIS ที่เชื่อมโยงกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมืองในหลายด้าน เช่น การวางแผนสาธารณูปโภค การรับมือภัยพิบัติ การวางผังเมือง และการจัดการสิ่งแวดล้อม
- การมีฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีคุณภาพและเป็นระบบ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Digital Twin เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของเมือง
GIS กับอนาคตเมืองอัจฉริยะ เมื่อข้อมูลเชิงพื้นที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
เทคโนโลยี GIS กำลังมีบทบาทมากกว่าเครื่องมือแสดงแผนที่ เมื่อภาครัฐมุ่งยกระดับข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเมือง วางแผนโครงสร้างพื้นฐาน รับมือภัยพิบัติ และต่อยอดสู่ AI และ Digital Twin ขณะที่ภาคเอกชนพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศมาสนับสนุนการเปลี่ยนนโยบายสู่การใช้งานจริง
จากแผนที่สู่ฐานข้อมูลกลาง วางรากฐานเมืองอัจฉริยะ
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน สามารถนำไปวิเคราะห์ วางแผน และใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรในแต่ละพื้นที่
บริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร ประกาศพร้อมสนับสนุนทิศทางภาครัฐในการยกระดับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) ให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและระบบงานที่ปัจจุบันยังแยกส่วนกัน ให้สามารถบูรณาการและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท บริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการยกระดับ GIS ของภาครัฐสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลเชิงพื้นที่ต่อการพัฒนาประเทศ เพราะไม่ว่าจะเป็นการบริหารเศรษฐกิจ การวางระบบสาธารณูปโภค การรับมือภัยพิบัติ หรือการจัดการสิ่งแวดล้อม ล้วนเกี่ยวข้องกับมิติของพื้นที่ทั้งสิ้น
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บข้อมูล แต่ต้องพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ระดับผู้บริหารที่ใช้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ เจ้าหน้าที่ที่นำข้อมูลไปเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ไปจนถึงการให้บริการประชาชนที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่
เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน ลดปัญหาทำงานแยกส่วน
หนึ่งในข้อจำกัดของการบริหารจัดการเมืองและประเทศ คือข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มักจัดเก็บอยู่คนละระบบ มีรูปแบบและมาตรฐานแตกต่างกัน ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ร่วมกันเป็นไปได้ยาก และอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน
การพัฒนาฐานข้อมูลกลางเชิงพื้นที่จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ภายใต้มาตรฐานด้านข้อมูลและระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ช่วยให้หน่วยงานเห็นภาพรวมของพื้นที่เดียวกันจากข้อมูลหลายมิติ และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างการนำ GIS ไปใช้ประโยชน์ ได้แก่
- สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่บริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า ประปา และระบบบริการสาธารณะ วางแผนซ่อมบำรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมือง
- การจัดการภัยพิบัติ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์ และสนับสนุนการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วมและภัยธรรมชาติ เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดสรรทรัพยากรและเข้าช่วยเหลือได้ตรงจุด
- พลังงานและสิ่งแวดล้อม ใช้ข้อมูลพื้นที่วางแผนโครงข่ายพลังงาน ประเมินทรัพยากร และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม
- โลจิสติกส์และการขนส่ง วิเคราะห์เส้นทางและวางแผนการขนส่ง ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการดำเนินงาน
- การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เชื่อมโยงข้อมูลการใช้ที่ดิน ประชากร และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม
นอกจากประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐแล้ว การเชื่อมโยงข้อมูลยังเป็นพื้นฐานของการเปิดใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ซึ่งช่วยให้ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ ประเมินความเสี่ยง และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วย
ต่อยอด AI และ Digital Twin สู่เมืองที่คาดการณ์อนาคตได้
อีกก้าวสำคัญของการพัฒนา GIS คือการเตรียมฐานข้อมูลให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI และ Digital Twin ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่จากเครื่องมือแสดงสถานการณ์ในปัจจุบัน ให้กลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจในอนาคต
สำหรับ Digital Twin หรือแบบจำลองเสมือนจริง สามารถนำข้อมูลเมืองและโครงสร้างพื้นฐานมาสร้างเป็นแบบจำลองดิจิทัล เพื่อจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบก่อนดำเนินโครงการจริง
เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือการวางแผนระบบสาธารณูปโภค ช่วยให้ผู้บริหารเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและพิจารณาทางเลือกได้รอบด้านมากขึ้น
ขณะที่ AI สามารถเข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ปริมาณมาก วิเคราะห์รูปแบบและแนวโน้ม ตลอดจนค้นหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้หน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ ทันสมัย เชื่อมโยงกันได้ และมีมาตรฐานรองรับ เพราะหากข้อมูลยังแยกส่วนหรือไม่สมบูรณ์ การวิเคราะห์ด้วย AI หรือการสร้าง Digital Twin ก็อาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
GIS รากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศระยะยาว
ดร.ธนพรกล่าวว่า การวางรากฐานข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งให้สามารถนำไปใช้วางแผนและตัดสินใจได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง พร้อมระบุว่า จีไอเอสมีความเชี่ยวชาญด้านระบบภูมิสารสนเทศมากกว่า 30 ปี และพร้อมสนับสนุนการผลักดันนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า GIS กำลังขยับจากเทคโนโลยีเฉพาะทางด้านแผนที่ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการประเทศ ตั้งแต่ระดับเมืองไปจนถึงระดับชาติ
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้จริง มีมาตรฐานที่เป็นระบบ และนำข้อมูลไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเมืองอัจฉริยะไม่ได้เกิดจากการมีเทคโนโลยีมากที่สุด
แต่เกิดจากการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ..







