posttoday
ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!

ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!

05 พฤศจิกายน 2569

กรมควบคุมมลพิษเผยไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 7 แสนตันต่อปี แต่เข้าสู่ระบบจัดการอย่างถูกต้องไม่ถึง 1% ชี้ปัญหาจุดรับคืนมีน้อย ทิ้งปนกับขยะทั่วไป ขณะที่ AIS–TGO เปิดแพลตฟอร์มติดตามขยะและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก

KEY

POINTS

  • ไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 7 แสนตันต่อปี แต่เข้าสู่ระบบจัดการอย่างถูกต้องไม่ถึง 1% เหตุจากจุดรับคืนไม่เพียงพอ ประชาชนทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป และการคัดแยกเฉพาะวัสดุที่มีมูลค่า
  • กรมควบคุมมลพิษตั้งเป้าเพิ่มการจัดการถูกวิธีเป็น 5% ในปี 2570 เร่งขยายจุดรับคืนผ่านท้องถิ่น พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ. WEEE ให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์
  • AIS จับมือภาครัฐและ TGO เปิด E-Waste Calculator บันทึกปริมาณขยะและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก หวังต่อยอดฐานข้อมูลเพื่อวางแผนจัดการขยะและรองรับกฎหมายใหม่

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ดิจิทัล โดยแต่ละปีมีขยะประเภทนี้ประมาณ 700,000 ตัน แต่มีสัดส่วนที่เข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องไม่ถึง 1%  ตามข้อมูลที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผย สะท้อนปัญหาของการจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญจากการบริโภคอุปกรณ์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

 

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปริมาณขยะเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทิ้งอุปกรณ์ที่หมดอายุใช้งาน การขาดจุดรับคืนที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก และระบบคัดแยกที่มักให้ความสำคัญกับวัสดุที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการจัดการชิ้นส่วนทั้งหมดอย่างปลอดภัย

 

กรมควบคุมมลพิษจึงเตรียมขยายจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการจัดการอย่างถูกต้องเป็น 5% ในปี 2570 ควบคู่กับการผลักดันร่างกฎหมายจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างระบบรับคืนและกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

 

ทำไมขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จึงไม่เข้าสู่ระบบจัดการที่ถูกต้อง?

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากทั้งพฤติกรรมการทิ้งขยะของประชาชนและข้อจำกัดของระบบรับคืน โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานมักถูกทิ้งรวมกับขยะชุมชน ขณะที่ผู้รับซื้อของเก่ามักเลือกถอดแยกเฉพาะชิ้นส่วนที่ขายได้ราคา ส่วนที่เหลืออาจไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

 

“เวลาใช้ของเสร็จ เราก็จะทิ้งอะไรที่ง่ายที่สุด ส่วนใหญ่ก็ทิ้งตามขยะชุมชนทั่วไป เวลาซาเล้งมารับ เขาก็แยกเฉพาะของที่มีราคาไป แล้วก็ทิ้งเศษเอาไว้”

 

ลักษณะการจัดการดังกล่าวเป็นข้อกังวล เพราะซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีทั้งวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม และพลาสติก รวมถึงชิ้นส่วนบางประเภทที่มีสารอันตราย หากถูกถอดแยกหรือกำจัดอย่างไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ  อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากระบบรับคืนที่ไม่เอื้อให้ประชาชนนำอุปกรณ์ไปทิ้งอย่างถูกต้องได้สะดวก

 

“เกิดจากพฤติกรรม แล้วก็จริงๆ ผมว่าจุดรับมันน้อยไป”

 

เขาอธิบายว่า ปัจจุบันประชาชนบางส่วนต้องเดินทางไกลเพื่อนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้งยังจุดรับเฉพาะ หากสามารถเพิ่มจุดรับคืนในชุมชนหรือใกล้บ้านได้ ก็มีโอกาสเพิ่มปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบจัดการอย่างถูกต้อง

 

ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!

 

 

รัฐเร่งขยายจุดรับคืน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5% ในปี 2570

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษเตรียมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนให้เข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น โดยมุ่งสร้างเครือข่ายรวบรวมขยะจากชุมชน ก่อนส่งต่อไปยังผู้ประกอบการที่สามารถคัดแยกและรีไซเคิลได้อย่างถูกต้อง

 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2570 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าสู่ระบบจัดการอย่างถูกต้องจากปัจจุบันที่ไม่ถึง 1% เป็น 5% โดยการเพิ่มจุดรับคืนถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้

 

“ปีหน้าเราก็กะว่ามี 5% ก่อน แล้วพอ พ.ร.บ. เริ่มใช้ เราก็จะเริ่มบังคับเปอร์เซ็นต์ให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

 

นอกจากการขยายจุดรับคืนแล้ว กรมควบคุมมลพิษยังมองถึงการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การพัฒนากลไกสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกและระบบรับรองผลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการรวบรวมและจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์

 

 

ผลักดันกฎหมาย WEEE ให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์

อีกแนวทางสำคัญคือการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... หรือร่าง พ.ร.บ. WEEE (Waste Electrical and Electronic Equipment) ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของรัฐบาล

 

กฎหมายดังกล่าวมีแนวคิดสร้างระบบจัดการซากผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การรับคืน การรวบรวม การขนส่ง ไปจนถึงการคัดแยกและรีไซเคิล โดยอาศัยหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งาน

 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษอธิบายว่า ในอนาคตการจัดการซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควรมีระบบเก็บรวบรวมผลิตภัณฑ์ทั้งชิ้น ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการคัดแยกที่เหมาะสม แทนการแยกเฉพาะวัสดุที่มีมูลค่าแล้วปล่อยส่วนที่เหลือทิ้งไว้  นอกจากนี้ ระบบตามแนวคิดของกฎหมายจะมีองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization: PRO) เข้ามาบริหารจัดการการรับคืนซากผลิตภัณฑ์ โดยอาจแยกตามประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์ แบตเตอรี่ หรือแผงโซลาร์เซลล์

 

การมีฐานข้อมูลกลางจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะจะช่วยให้ภาครัฐติดตามได้ว่ามีผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจำนวนเท่าใด และสามารถรวบรวมซากผลิตภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบได้มากน้อยเพียงใด

 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยกตัวอย่างว่า หากในอนาคตกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย 1 ล้านชิ้น ต้องรับคืน 70% ก็จะต้องมีระบบติดตามให้สามารถรวบรวมซากผลิตภัณฑ์กลับมาได้ 700,000 ชิ้น เป็นต้น

 

ด้านนายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยต้องการส่งเสริมให้ประชาชนลดการบริโภคที่ไม่จำเป็น ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างคุ้มค่า และนำอุปกรณ์ที่หมดอายุใช้งานเข้าสู่ระบบจัดการอย่างถูกต้อง  ทั้งนี้ หากภาคเอกชนและประชาชนสามารถร่วมกันจัดการขยะบางประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดภาระของภาครัฐ และทำให้รัฐสามารถให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลขยะประเภทที่มีขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูงได้มากขึ้น

 

 

AIS เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจุดรับคืนน้อย พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มติดตามข้อมูลขยะ

ในระหว่างที่ภาครัฐกำลังผลักดันระบบรับคืนและกฎหมายใหม่ ภาคเอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการขยายจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ AIS ซึ่งดำเนินโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุใช้งานมาทิ้งอย่างถูกวิธีต่อเนื่องมาหลายปี

 

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า บริษัทดำเนินการรณรงค์เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์มากว่า 8–9 ปี โดยมีการสร้างเครือข่ายพันธมิตรและจุดรับคืน เพื่อให้ประชาชนสามารถส่งต่ออุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการรวบรวมขยะเพิ่มขึ้น AIS พบว่ายังมีโจทย์สำคัญอีกประการ คือ จะจัดเก็บข้อมูลอย่างไรให้ทราบว่ารวบรวมขยะได้จำนวนเท่าใด และการจัดการขยะเหล่านั้นก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด

 

บริษัทจึงร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO พัฒนา E-Waste Calculator Platform เพื่อบันทึกข้อมูลประเภทและปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการอย่างถูกวิธี แพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดตัวเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดย AIS ระบุว่าต้องการพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่หน่วยงานและองค์กรต่าง  สามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้ ไม่จำกัดเฉพาะกิจกรรมของบริษัท

 

ในมุมของกรมควบคุมมลพิษ ระบบข้อมูลนี้จะช่วยตอบโจทย์การจัดการขยะในระยะยาว เพราะสามารถนำข้อมูลประเภทขยะ ปริมาณที่รวบรวมได้ และตำแหน่งจุดรับคืนมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนขยายจุดรับคืนในพื้นที่ที่ยังขาดแคลน  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษอธิบายเพิ่มว่า หากมีการรวบรวมข้อมูลจากจุดรับคืนอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจะสามารถติดตามได้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นในประเทศถูกนำกลับเข้าสู่ระบบมากน้อยเพียงใด และควรเร่งเพิ่มจุดรับคืนหรือใช้มาตรการสนับสนุนในพื้นที่ใด

 

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลยังสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับระบบ PRO ในอนาคต ซึ่งอาจมีผู้รับผิดชอบการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลายประเภท และต้องใช้ข้อมูลร่วมกันในการติดตามผลการรับคืนตามเป้าหมายที่กำหนด

 

ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!

 

 

TGO ช่วยพัฒนาวิธีคำนวณผลลดก๊าซเรือนกระจกจากการรีไซเคิล

อีกส่วนหนึ่งของความร่วมมือคือการนำข้อมูลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รวบรวมได้มาประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม โดย TGO เข้ามาช่วยพัฒนาหลักเกณฑ์การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการจัดการซากอุปกรณ์อย่างถูกวิธี

 

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO อธิบายว่า แนวคิดสำคัญของการพัฒนาแพลตฟอร์มคือ Zero to Landfill หรือการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ โดยพยายามนำวัสดุจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด  ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือมีวัสดุสำคัญอย่างพลาสติก อะลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ การนำวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ช่วยลดความต้องการใช้วัตถุดิบใหม่ และสามารถประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดังกล่าวได้

 

TGO จึงร่วมพัฒนาหลักเกณฑ์คำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากการคัดแยกโทรศัพท์มือถือเพื่อรีไซเคิล ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ก่อนนำมาประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์ม  ซึ่งในอนาคตมีแนวทางขยายหลักเกณฑ์ไปยังอุปกรณ์ประเภทอื่น เช่น แท็บเล็ต สายชาร์จ แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงพิจารณาต่อยอดไปสู่กลไกโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

ข่าวล่าสุด

ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!

ไทยมี "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" 7 แสนตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึง 1%!