
ขยะพิษไม่ได้บินมาเอง! ใครเปิดทาง ใครออกใบอนุญาต ใครปล่อยผ่าน?
ขยะพิษไม่ได้มีปีกบินข้ามประเทศ และไม่ได้มีขาเดินเข้าโรงงานเอง! ก่อนจะกลายเป็นภูเขาขยะพิษกลางแผ่นดินไทย มันต้องผ่านด่าน ผ่านเอกสาร ผ่านใบอนุญาต และผ่านสายตาเจ้าหน้าที่รัฐมากี่คู่?
ขยะพิษไม่ได้มีปีกบินข้ามประเทศ และไม่ได้มีขาเดินเข้าโรงงานเอง!
ก่อนจะกลายเป็นภูเขาขยะพิษกลางแผ่นดินไทย มันต้องผ่านด่าน ผ่านเอกสาร ผ่านใบอนุญาต และผ่านสายตาเจ้าหน้าที่รัฐมากี่คู่?
แล้ววันนี้...คนเหล่านั้นหายไปไหนกันหมด?
มังกรเขี้ยวแก้วท่องเวหามาพักใหญ่ อดสงสัยมิได้จริง ๆ ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงกลายเป็นพื้นที่รองรับขยะอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศได้ ทั้งที่มีกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลอยู่เต็มระบบ
จะว่าไป...ขยะจำนวนมหาศาลคงไม่สามารถล่องหนเข้ามาได้ง่าย ๆ เหมือนมังกรบินโฉบไปโฉบมาเป็นแน่แท้
ยิ่งโดยเฉพาะ ด่านแรกอย่าง ‘กรมศุลกากร’
กรมฯ นี้มีหน้าที่ตรวจสอบสินค้านำเข้า ทั้งประเภทสินค้า ปริมาณ และเอกสารประกอบ แต่ที่ผ่านมา กลับมีกรณีตรวจพบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย รวมถึงการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
คำถามคือ ใครเป็นผู้นำเข้า ใครตรวจสอบเอกสาร ใครรับรองสิทธิในการนำเข้า และหน่วยงานใดรับผิดชอบตรวจสอบโรงงานปลายทาง?
หากขยะผิดกฎหมายผ่านด่านเข้ามาได้ ความเสียหายก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ท่าเรือ แต่ถูกส่งต่อไปยังโรงงานคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดทั่วประเทศ
เฮอะ เฮอะ เฮอะ...ขยะผ่านด่านมาได้ แต่พอเกิดเรื่องกลับหาคนรับผิดชอบกันไม่เจอเสียอย่างนั้น!
ด่านที่สอง คือ ระบบใบอนุญาตของ ‘กระทรวงอุตสาหกรรม’ โดยเฉพาะโรงงานประเภท 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว
ก่อนออกใบอนุญาต มีการตรวจสอบศักยภาพโรงงานจริงจังแค่ไหน? เจ้าของกิจการเป็นใคร มีเครื่องจักร ระบบบำบัด และเทคโนโลยีตรงตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่?
ที่สำคัญ...เมื่อออกใบอนุญาตแล้ว มีการตรวจสอบต่อเนื่องหรือปล่อยให้ดำเนินกิจการไปเรื่อย ๆ รอจนชาวบ้านร้องเรียนจึงค่อยลงพื้นที่
“แบบนี้จะเป็นการ...วัวหายแล้วล้อมคอก”
แหม่...เกือบลืมไปว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้ากระทรวงคนใหม่ด้วย เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งไม่นาน แต่ต้องแบกรับมรดกพิษจากยุค คสช.
“สางในเรื่องที่ตนไม่ได้ก่อ แต่ก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้”
เจ้ากระทรวงคนใหม่อย่าง ‘ท็อป’ วราวุธ ศิลปอาชา จึงต้องแสดงความจริงจังในการแก้ปัญหา และความจริงใจต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
ด่านที่สาม...เครือข่ายนอมินีและทุนต่างชาติ
วราวุธออกโรงเปิดเผยข้อมูลว่า พบคนไทยรายหนึ่งถือหุ้นในบริษัทถึง 18 แห่ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก!
หากมีการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ต้องสาวให้ถึงผู้ควบคุมกิจการและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ใครเป็นเจ้าของเงินทุน ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้รับซื้อของเสีย และเมื่อเกิดความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ?
อย่าให้การตรวจสอบจบลงเพียงชื่อคนไทยบนกระดาษ เพราะหากมีขบวนการอยู่เบื้องหลังจริง การจับเพียงโรงงานปลายทางก็คงไม่ต่างอะไรกับการตัดกิ่งไม้ แต่ปล่อยให้รากยังฝังอยู่ใต้ดิน
ด่านที่สี่...ระบบติดตามกากอุตสาหกรรม
กากอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตให้นำไปกำจัด ไปถึงโรงงานปลายทางจริงหรือไม่? ปริมาณตรงกันหรือเปล่า? และมีการกำจัดตามมาตรฐานจริง หรือแอบนำไปทิ้งในพื้นที่อื่น?
หากระบบติดตามยังมีช่องโหว่ ต่อให้มีใบอนุญาตถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าของเสียจะถูกกำจัดอย่างถูกต้อง
เฮอะ เฮอะ เฮอะ...แปลกใจเสียจริง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมีหน้าที่แยกกันเป็นส่วน ๆ แต่ประชาชนต้องรับผลกระทบเป็นเรื่องเดียวกัน
กรมศุลกากรดูแลการนำเข้า กรมโรงงานอุตสาหกรรมดูแลใบอนุญาต หน่วยงานสิ่งแวดล้อมดูแลการปนเปื้อน จังหวัดดูแลประชาชน ตำรวจและ DSI ตรวจสอบการกระทำผิด ส่วน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ทุกหน่วยงานมีภารกิจ มีอำนาจ มีกฎหมายอยู่ในมือ
แต่ใครล่ะ...ที่จะยืดอกเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ?
ตรงนี้ต้องให้เครดิต วราวุธ ที่พยายามยกระดับปัญหาจากการตรวจโรงงานรายแห่ง ไปสู่การตรวจสอบทั้งระบบ
ทั้งการระดม 50 ทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ 5 จังหวัดเสี่ยง วางเป้าตรวจ 3,000 โรงงาน เดินหน้าระงับการออกใบอนุญาตใหม่ประเภท 105 และ 106 รวมถึงขยายผลไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และประสานกรมศุลกากร DSI และ ปปง. ร่วมปิดช่องโหว่
ต้องยอมรับว่า วราวุธกำลังเดินมาถูกทาง อย่างน้อยก็ไม่หยุดอยู่แค่การสั่งปิดโรงงาน แต่เริ่มขยับไปตรวจสอบเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ทว่า...เสียงปรบมือคงยังดังไม่ได้ ตราบใดที่คนผิดยังไม่ถูกลงโทษ และชาวบ้านยังไม่ได้รับการเยียวยา
จะว่าไป...มังกรเขี้ยวแก้วอดไม่ได้จริง ๆ ที่ต้องขอเตือนสติเจ้ากระทรวงคนใหม่บ้าง
แม้การลุยตรวจโรงงาน 3,000 แห่งจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ชาวบ้านที่นาข้าวได้รับผลกระทบ บ้านเรือนอยู่ใกล้พื้นที่ปนเปื้อน และต้องกังวลกับน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คงไม่สามารถรอผลการปฏิรูประบบราชการไปอีกหนึ่งปีได้
ต้องเร่งสรุปความเสียหาย กำหนดกรอบเวลาเยียวยา และบังคับให้ผู้ก่อเหตุต้องรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้ประชาชนรอคอยอย่างไร้กำหนด ไม่รู้วันรู้เดือน
เพราะคำว่า “อยู่ระหว่างดำเนินการ” คงไม่ช่วยให้ดินที่ปนเปื้อนกลับมาปลูกข้าวได้ และไม่ช่วยให้น้ำที่ต้องใช้ทุกวันกลับมาปลอดภัย
ท่องเวหาสาธยายเรื่องขยะพิษมาพอสมควรแล้ว...ขอทิ้งท้ายตรงนี้แล้วกัน
อย่าปล่อยให้วราวุธรับจบคนเดียว!
ขยะพิษไม่ได้บินมาเอง! ใครเปิดทางต้องถูกตรวจสอบ ใครออกใบอนุญาตต้องตอบให้ได้ และใครปล่อยผ่านโดยมิชอบต้องรับผิดชอบ!
มังกรเขี้ยวแก้วขอฝากถึงทุกหน่วยงาน อย่าคิดว่าการปล่อยให้รัฐมนตรีคนใหม่ออกหน้าแก้ปัญหา แล้วความผิดพลาดในอดีตจะถูกลบล้างไปด้วย
เพราะขยะพิษอาจฝังกลบลงดินได้ แต่ความรับผิดชอบของคนที่ปล่อยให้มันเกิดขึ้น จะฝังกลบตามไปด้วยไม่ได้!
เฮอะ เฮอะ เฮอะ...







