posttoday

โลกเดือดทะลุขีด! ก๊าซเรือนกระจกทุบสถิติ จับตา 2 ภัย ไฮโดรเจนรั่ว-SF6

06 พฤศจิกายน 2569

WMO เตือนก๊าซเรือนกระจกปี 2568 ทำสถิติสูงสุด จับตาไฮโดรเจนรั่วและ SF6 ในระบบไฟฟ้า ภัยซ่อนเร้นที่อาจซ้ำเติมโลกร้อน แม้โลกเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

KEY

POINTS

  • ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกหลัก 3 ชนิด (คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไนตรัสออกไซด์) ได้พุ่งสูงทำสถิติใหม่ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าวิกฤตโลกร้อนยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การรั่วไหลของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทางเลือก กลายเป็นภัยเงียบที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศทางอ้อม โดยมีอิทธิพลต่ออายุของก๊าซมีเทนและกระบวนการเกิดโอโซนในชั้นบรรยากาศ
  • ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ที่ใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายหมื่นเท่า และมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของระบบไฟฟ้าทั่วโลก

โลกเตือนภัย! ก๊าซเรือนกระจกพุ่งทุบสถิติ จับตา ‘ไฮโดรเจนรั่ว–SF6’ ตัวแปรซ่อนเร้นโลกร้อน

 

ไม่ใช่ถ้อยคำพาดหัวที่เกินเลย หรือ ชวนให้ตกใจแต่ประการใด เพราะตอนนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ภายใต้คำจำกัดความ โลกเดือด โลกรวน ภูมิอากาศสุดขั้ว สุดแต่ใครจะบรรยาย..

 

และแม้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่จากรายงานล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) กลับส่งสัญญาณเตือนว่า

 

แม้โลกจะเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ขณะที่เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตยังมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมบางประการที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการรั่วไหลของก๊าซไฮโดรเจน และการใช้ก๊าซ SF6 ในระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า

 

ภาพ: องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO)

 

รายงาน WMO Greenhouse Gas Bulletin ฉบับที่ 22 เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซเรือนกระจกหลัก 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) ในชั้นบรรยากาศโลก ต่างเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2568

 

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงทวีความรุนแรง แม้หลายประเทศจะมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วก็ตาม

 

ก๊าซเรือนกระจกพุ่งต่อเนื่อง โลกสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก WMO ระบุว่า ในปี 2568 ความเข้มข้นเฉลี่ยของ CO2 ในบรรยากาศอยู่ที่ 426.8 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะที่ก๊าซมีเทนอยู่ที่ 1,948 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) เพิ่มขึ้น 167% และไนตรัสออกไซด์อยู่ที่ 339.1 ppb เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเช่นกัน

 

สำหรับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกิจกรรมของมนุษย์ รายงานพบว่าในช่วงปี 2567-2568 ความเข้มข้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีก 2.8 ppm แม้จะชะลอลงจากการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

 

ประเด็นที่น่ากังวลคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถคงอยู่ในระบบภูมิอากาศได้ยาวนาน ส่งผลให้ความร้อนสะสมในโลกต่อเนื่อง แม้จะลดการปล่อยก๊าซในปัจจุบัน ผลกระทบจากก๊าซที่สะสมอยู่แล้วก็ยังคงส่งผลต่ออุณหภูมิโลกไปอีกหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษ

 

 

ภาพ WMO

 

WMO ยังระบุว่า ในช่วงปี 2533-2568 แรงบังคับการแผ่รังสี (Radiative Forcing) จากก๊าซเรือนกระจกที่มีอายุยืนในบรรยากาศเพิ่มขึ้น 56% โดยคาร์บอนไดออกไซด์มีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นดังกล่าวประมาณ 81% สะท้อนบทบาทสำคัญของ CO2 ในการเร่งให้ระบบภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

 

ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด แต่การรั่วไหลอาจเพิ่มภาระให้โลก

นอกจากก๊าซเรือนกระจกหลักแล้ว รายงานฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับก๊าซอีก 2 ชนิดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ได้แก่ ไฮโดรเจน (H2) และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ซึ่งแม้มีปริมาณในบรรยากาศน้อยกว่า แต่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในรูปแบบที่แตกต่างกัน

 

สำหรับไฮโดรเจนกำลังได้รับความสนใจในฐานะพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก เช่น การผลิตเหล็ก การขนส่งทางเรือ และการกักเก็บพลังงานระยะยาว รวมถึงการนำมาใช้เป็นพลังงานสำหรับภาคขนส่ง

 

อย่างไรก็ตาม WMO พบว่า ความเข้มข้นของไฮโดรเจนในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 5.3% ระหว่างปี 2553-2567 แม้ไฮโดรเจนจะไม่ใช่ก๊าซเรือนกระจกโดยตรง แต่สามารถส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศ และมีอิทธิพลต่ออายุของก๊าซมีเทนและกระบวนการทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโอโซนในชั้นบรรยากาศ จึงมีผลต่อภาวะโลกร้อนทางอ้อม

 

โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียว

 

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การรั่วไหลของไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงงานผลิต ท่อส่ง ถังเก็บ ไปจนถึงระบบเซลล์เชื้อเพลิง หากไม่มีระบบตรวจจับและควบคุมการรั่วไหลที่มีประสิทธิภาพ การนำไฮโดรเจนมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนก็อาจสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่ไม่คาดคิดตามมา

 

เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เพราะการประเมินประโยชน์ของไฮโดรเจนไม่ควรพิจารณาเฉพาะกระบวนการใช้งานที่ไม่ปล่อย CO2 แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ และการควบคุมการรั่วไหลตลอดวงจรชีวิตด้วย

 

SF6 ก๊าซในระบบไฟฟ้าที่มีพลังทำให้โลกร้อนสูง

อีกหนึ่งก๊าซที่ WMO เตือนให้จับตามองคือ SF6 หรือซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ซึ่งถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง เช่น สวิตช์เกียร์และสถานีไฟฟ้า เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าและช่วยป้องกันการเกิดประกายไฟ จึงมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม SF6 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงมาก โดยมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในช่วง 100 ปี (GWP100) สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 24,300 เท่า อีกทั้งยังมีอายุอยู่ในชั้นบรรยากาศยาวนานกว่า 1,000 ปี

 

WMO ระบุว่า ความเข้มข้นของ SF6 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สอดคล้องกับการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และในปี 2568 ยังพบการเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ประเด็นนี้สะท้อนความท้าทายของระบบไฟฟ้าในอนาคตอย่างชัดเจน เพราะการขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ความต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ SF6 ยังคงมีอยู่ หากไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกและระบบควบคุมการรั่วไหลที่เหมาะสม

 

ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในอนาคตจึงไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะประสิทธิภาพการจ่ายไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบป้องกันการรั่วไหลของก๊าซด้วย

 

โลกเดือดทะลุขีด! ก๊าซเรือนกระจกทุบสถิติ จับตา 2 ภัย ไฮโดรเจนรั่ว-SF6

 

เมืองอัจฉริยะต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยไม่สร้างปัญหาใหม่

สำหรับเมืองที่กำลังเดินหน้าสู่การเป็น Smart City การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้จบเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำไฮโดรเจนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

 

แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งผลิตพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการจัดการอุปกรณ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน

 

ข้อมูลจาก WMO ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบตรวจวัดก๊าซในชั้นบรรยากาศและการติดตามแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาครัฐและภาคธุรกิจมีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับกำหนดนโยบายและประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

 

WMO ระบุว่า โครงการ Global Atmosphere Watch (GAW) ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายการตรวจวัดองค์ประกอบของบรรยากาศทั่วโลก รวมถึงไฮโดรเจนและ SF6 เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของก๊าซทั้งสองชนิด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งกำเนิดกับกระบวนการกำจัดก๊าซในชั้นบรรยากาศได้อย่างเป็นระบบ

 

รายงานฉบับนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการหารือของผู้แทนประเทศต่าง ๆ ในการประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 เพื่อผลักดันให้คำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นมาตรการที่เกิดขึ้นจริง

 

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องมองให้ไกลกว่าการลดการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว

 

เมืองและประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องออกแบบระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ควบคุมการรั่วไหลของก๊าซที่มีผลต่อภูมิอากาศ

 

และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือกำกับการพัฒนา เพื่อให้พลังงานสะอาดเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่การสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ให้กับโลกในอนาคต..

 

 

ที่มา:

WMO: Greenhouse gas levels once again reach record high (27 ต.ค. 2569) — แหล่งข้อมูลหลัก ตัวเลขก๊าซเรือนกระจก ไฮโดรเจน SF6 และกำหนดการ COP31

WMO Greenhouse Gas Bulletin No. 22 — รายงานฉบับเต็มและข้อมูลความเข้มข้นก๊าซปี 2568

Nature Reviews Earth & Environment: Climate impacts of hydrogen emissions — งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบทางอ้อมของไฮโดรเจนต่อภูมิอากาศ

European Commission: Electrical equipment (SF6) — ข้อมูลการใช้งาน SF6 และเทคโนโลยีทางเลือกในอุปกรณ์ไฟฟ้า

UK Department for Energy Security and Net Zero: Pathways to SF6-free distribution networks — แนวทางลดการพึ่งพา SF6 ในโครงข่ายไฟฟ้า เผยแพร่ 20 ตุลาคม 2569

ข่าวล่าสุด

เอกนิติ เตือนรับมือเลือกตั้งสหรัฐฯทำตลาดทุน-AI ผันผวน ชูไทยฐานผลิตดึงเงินทุนโลก

เอกนิติ เตือนรับมือเลือกตั้งสหรัฐฯทำตลาดทุน-AI ผันผวน ชูไทยฐานผลิตดึงเงินทุนโลก