
ข้อกล่าวหา "น้ำเงินกินรวบ" สะท้อนศึกอำนาจหลายแนวรบ
ฝ่ายค้านเชื่อม 5 เหตุการณ์เข้ากับข้อกล่าวหา “ภูมิใจรวบ” ตั้งแต่การจัดระเบียบ กมธ. ถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่รัฐบาลยืนยันทำตามกฎหมาย
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านมองการจำกัดอำนาจประธาน กมธ. และการกำหนดกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการลดพื้นที่ตรวจสอบรัฐบาล
- ปม กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจ กับการไต่สวนคดี สว. ของศาลฎีกา กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กร
- โครงการโซลาร์รูฟท็อปถูกตั้งคำถามเรื่องราคากลางและส่วนต่าง ขณะที่รัฐบาลชี้ประชาชนเลือกผู้ติดตั้งราคาต่ำกว่าได้
ข้อกล่าวหา “ภูมิใจรวบ” รวมความขัดแย้ง 5 เรื่อง ตั้งแต่การจัดระเบียบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกำหนดกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อพิพาทระหว่าง กกต. กับศาล การรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภา ไปจนถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อป
ฝ่ายค้านนำเหตุการณ์เหล่านี้มาอธิบายว่าเป็นความพยายามขยายอำนาจของพรรคภูมิใจไทยและเครือข่าย ขณะที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธว่าไม่รู้จักคำว่า “น้ำเงินกินรวบ” และยืนยันว่ารัฐบาลทำงานตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่หนังสือเวียนของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจของประธาน กมธ. ในการเชิญหรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง
ฝ่ายค้านเห็นว่าอาจกระทบการตรวจสอบรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. การกฎหมายฯ จึงบรรจุเรื่องนี้เป็นวาระด่วน และมีมติเชิญประธานสภาฯ กับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มาชี้แจง
อย่างไรก็ตาม เอกสารระบุว่าการตรวจสอบยังดำเนินต่อไป และที่ประชุมไม่รับเปลี่ยนมติเดิมตามคำร้องของนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย
อีกประเด็นคือการกำหนดวันและชั่วโมงอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงต้นเดือนธันวาคม ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาดังกล่าวติดวันหยุดและอาจทำให้ความสนใจของประชาชนลดลง
ข้อกล่าวหานี้เป็นมุมมองของฝ่ายค้านไม่ได้ระบุคำชี้แจงเฉพาะจากฝ่ายรัฐบาลต่อข้อสังเกตเรื่องเจตนาเลือกวัน
ข้อพิพาทระหว่าง กกต. กับศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีน้ำหนักทางกฎหมายมากขึ้น เมื่อ กกต. ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจตรวจสอบคดี สว.
ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงกระบวนการของศาลฎีกา และระบุว่าหาก กกต. มีข้อโต้แย้ง ควรส่งเรื่องผ่านศาลฎีกา
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ศาลฎีกายกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และกำหนดไต่สวนพยานวันที่ 21–22 ธันวาคม 2569 สะท้อนว่ากระบวนการพิจารณายังเดินหน้าตามกำหนด
ส่วนการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาและโครงการโซลาร์รูฟท็อปเป็นอีกสองประเด็นที่ฝ่ายค้านเชื่อมกับข้อกล่าวหาเรื่องการเพิ่มอำนาจต่อรองและการเอื้อประโยชน์ โครงการตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือน กำหนดราคากลางระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ที่ 140,000 บาท และมีเงินอุดหนุนเงินกู้ 50,000 บาท
ขณะที่มีการตั้งคำถามเทียบกับราคาตลาด 80,000–90,000 บาท รวมถึงเอกสารสำรวจผู้รับเหมาที่ระบุราคา 110,000 บาท
ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่าราคากลางไม่ใช่ราคาบังคับ ประชาชนเลือกผู้ติดตั้งที่เสนอราคาต่ำกว่าได้ ส่วน กฟภ. ระบุว่าเอกสารในเชียงใหม่เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร และตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อพิจารณาทั้งห้าเรื่องร่วมกัน จึงเห็นได้ว่าความขัดแย้งไม่ได้อยู่เพียงการช่วงชิงเสียงในสภา แต่รวมถึงขอบเขตการตรวจสอบและความโปร่งใสของโครงการรัฐด้วย
ข้อกล่าวหาเรื่อง “กินรวบ” จึงยังเป็นกรอบตีความทางการเมืองของฝ่ายค้าน ขณะที่คำชี้แจงและกระบวนการตรวจสอบในแต่ละเรื่องเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป







