posttoday
ส่องแผนรัฐรับมือ PM2.5 ปี 70! หลังจ่อหนักกว่าเดิมเหตุ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซ้ำเติม

ส่องแผนรัฐรับมือ PM2.5 ปี 70! หลังจ่อหนักกว่าเดิมเหตุ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซ้ำเติม

06 พฤศจิกายน 2569

ซูเปอร์เอลนีโญจ่อซ้ำเติม PM2.5 ปี 2570 เสี่ยงรุนแรงและยืดเยื้อกว่าเดิม กรมควบคุมมลพิษเตือนฤดูเผาอาจเริ่มเร็วขึ้น รัฐเร่งแผนลดการเผา คุมมลพิษต้นทาง พร้อมเตรียมรับมือ 40 จังหวัดเสี่ยงสูง ปกป้องกลุ่มเปราะบาง 16 ล้านคน

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูกาลฝุ่น PM2.5 ปี 2570 ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์หมอกควันและมลพิษทางอากาศอาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าปีที่ผ่านมา หลังมีการเตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทวีกำลังรุนแรง หรือที่เรียกว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งอาจทำให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะแห้งแล้งยาวนาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

 

จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2567–2569 ประเทศไทยพบจังหวัดที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานมากกว่า 60 จังหวัด โดยมี 40 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง เนื่องจากพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่องกัน 3 ปี

 

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า สถานการณ์ PM2.5 ในฤดูกาลที่จะถึงนี้จำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มสภาพภูมิอากาศอาจทำให้รูปแบบการเผาเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงเวลาเริ่มต้นที่เร็วขึ้นและระยะเวลาที่อาจยาวนานกว่าเดิม

 

"เราก็รู้แล้วว่าแพทเทิร์นมันจะเกิดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างคำว่าเกิดเร็วขึ้นคือการเผาก็เกิดเร็วขึ้น จากเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจจะเป็นปลายธันวาฯ หรือต้นมกราฯ แล้วก็มันก็จะเกิดนานขึ้น ก็คือจากกลางเมษาฯ ก็จะเป็นต้นพฤษภาฯ"

 

คำเตือนดังกล่าวสะท้อนว่า ฤดูเผาอาจเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2569 หรือต้นเดือนมกราคม 2570 และยืดเยื้อไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้การเตรียมมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นจำเป็นต้องเริ่มเร็วขึ้น

 

รัฐเดินแผนปี 2570 ตั้งเป้าลดพื้นที่เผาและวันฝุ่นเกินมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประชุมพิจารณาร่างมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2570 โดยเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ครอบคลุมพื้นที่ป่า ภาคเกษตร การคมนาคม อุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามพรมแดน

 

ร่างมาตรการกำหนดเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าประมาณ 10% ลดพื้นที่เผาภาคเกษตร 10–15% ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ประมาณ 5–10% และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 5–15% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2569

 

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการควบคุมไฟป่าและการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่สำคัญในช่วงฤดูแล้ง โดยแผนปี 2570 มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดไฟในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่เผาซ้ำซาก  แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับความร้อน กล้องเฝ้าระวัง และอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงการจัดทำแนวกันไฟและการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า

 

ขณะที่ภาคเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายประมาณ 2.59 ล้านไร่ ครอบคลุม 56 จังหวัด โดยส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและการนำวัสดุเหลือใช้ไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวมุ่งลดแรงจูงใจในการเผา ผ่านวิธีจัดการเศษวัสดุที่เกษตรกรบางส่วนเลือกใช้ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและใช้เวลาน้อย

 

ดึงเอกชนสร้างตลาดชีวมวล หวังเพิ่มมูลค่าวัสดุเกษตร 10 เท่า

นอกจากนี้ นายสุรินทร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการชีวมวล  โดยเฉพาะเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเปลี่ยนจากการเผาทิ้งไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

 

ปัจจุบันมีการหารือกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง เช่น SCG และบริษัท Grace ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่

 

หนึ่งในแนวทางที่กำลังพัฒนา คือการแปรรูปเศษวัสดุเป็นเยื่อสำหรับผลิตถ้วยกระดาษ ซึ่งอาจเพิ่มมูลค่าการรับซื้อจากประมาณ 1,000 บาทต่อตัน เป็น 10,000 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า หากสามารถพัฒนากระบวนการผลิตได้สำเร็จ

 

"ถ้าเกิดเป็นเนื้อเยื่อที่ไปทำถ้วยกระดาษ ก็อาจจะขึ้นไป 10,000 บาทต่อตัน เพียงแต่ว่าเกษตรกรต้องผันตัวเองจากคนเกษตรกรเป็นโรงงานขนาดเล็ก"

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรควบคู่กัน เนื่องจากการผลิตเยื่อกระดาษต้องอาศัยพื้นที่ อุปกรณ์ และกระบวนการแปรรูปเบื้องต้น ไม่ใช่เพียงการรวบรวมเศษวัสดุเพื่อจำหน่าย

 

การสร้างตลาดชีวมวลจึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่รัฐคาดหวังว่าจะช่วยลดการเผาในระยะยาว แต่ยังต้องติดตามความเป็นไปได้ด้านต้นทุนการผลิต การลงทุนของเกษตรกร และความต้องการรับซื้อจากภาคอุตสาหกรรม

 

 

เร่งโปรสู้ฝุ่น ลดค่าเปลี่ยนไส้กรองรถยนต์ คุมควันดำในเขตเมือง

สำหรับการลดมลพิษจากภาคคมนาคม กรมควบคุมมลพิษเตรียมขับเคลื่อนโครงการ "โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5" ปี 2570 โดยประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนบำรุงรักษารถยนต์และลดมลพิษจากยานพาหนะ

 

นายสุรินทร์เปิดเผยว่า มีการหารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเร่งเริ่มโครงการให้เร็วขึ้น โดยยกตัวอย่าง Toyota ที่อาจสนับสนุนส่วนลดค่าเปลี่ยนไส้กรองสูงสุด 50% จากราคาประมาณ 1,000 บาท เหลือ 500 บาท

 

นอกจากนี้ แนวทางรับมือฝุ่นยังครอบคลุมการตรวจสอบรถควันดำ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก และยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมก่อสร้าง รวมถึงแนวทางขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) เพื่อลดการปล่อยมลพิษในพื้นที่เมือง

 

 

คุมโรงงานอุตสาหกรรมและหมอกควันข้ามพรมแดน

นอกเหนือจากภาคเกษตรและคมนาคม ร่างมาตรการปี 2570 ยังครอบคลุมการควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษ และติดตามการปล่อยมลพิษในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นมีความรุนแรง

 

แนวทางตามแผนระดับชาติยังรวมถึงการใช้มาตรการควบคุมกิจกรรมที่ก่อมลพิษในช่วงวิกฤต และการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยง

 

ขณะเดียวกัน ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนยังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของมลพิษทางอากาศจากประเทศเพื่อนบ้าน  การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อน การติดตามการเผาในพื้นที่เกษตร และการส่งเสริมแนวทางลดการเผาร่วมกัน

 

 

สธ. เตรียม 40 จังหวัดเสี่ยงสูง รับมือผลกระทบสุขภาพ 16 ล้านคน

ขณะที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเร่งจัดการแหล่งกำเนิดฝุ่น กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางกว่า 16 ล้านคนทั่วประเทศ

 

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและเขตสุขภาพเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝุ่น โดยเน้น 40 จังหวัดเสี่ยงสูงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการผลักดันแอปพลิเคชัน "พื้นที่ปลอดภัย" เพื่อรวบรวมข้อมูลพิกัดห้องปลอดฝุ่น มุ้งสู้ฝุ่น และช่องทางเข้าถึงคลินิกมลพิษ ทั้งการรับบริการในสถานพยาบาลและระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine)

 

กระทรวงยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนที่และทะเบียนประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือด เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสุขภาพเฉพาะบุคคล และวางแผนส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ดูแลเชิงรุกถึงบ้าน

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมบูรณาการงบประมาณร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

 

ข่าวล่าสุด

AIS ครบ 36 ปี ส่งต่อ 6 ล้านบาท หนุน 2 โรงพยาบาลดูแลชุมชน

AIS ครบ 36 ปี ส่งต่อ 6 ล้านบาท หนุน 2 โรงพยาบาลดูแลชุมชน