posttoday
ประธานศาลอุทธรณ์ชี้ประชาชนฟ้อง กกต. คดีเลือก สว. ได้โดยตรง

ประธานศาลอุทธรณ์ชี้ประชาชนฟ้อง กกต. คดีเลือก สว. ได้โดยตรง

06 พฤศจิกายน 2569

ประธานศาลอุทธรณ์ชี้คดี สว.สำรองฟ้อง 8 กกต. อยู่ในอำนาจศาลทุจริตฯ ยืนยันประชาชนฟ้องได้โดยตรง ต่างจากแนววินิจฉัยเดิมของ ‘มัณฑรี’

KEY

POINTS

  • คำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 ชี้คดีฟ้อง กกต. 8 คน อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • วินิจฉัยว่าประชาชนเป็นผู้เสียหายจากการทุจริตให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ จึงมีสิทธิฟ้องคดีโดยตรง
  • แนววินิจฉัยแตกต่างจากคำวินิจฉัยเดิม ซึ่งระบุให้ดำเนินคดีผ่านกระบวนการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด

 

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่ผู้สมัคร สว.สำรองยื่นฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการ กกต. รวม 8 คน กรณีถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับการเลือก สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมวินิจฉัยว่าประชาชนมีสิทธิยื่นฟ้องได้โดยตรง

 

คำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เกิดขึ้นหลังศาลจังหวัดนนทบุรีส่งประเด็นโต้แย้งเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาด ในคดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 ซึ่งนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว. และผู้สมัคร สว.สำรอง กลุ่ม 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นโจทก์

 

นายพงศกรณ์ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการ กกต. รวม 8 คน ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่และมติ กกต. 4 ต่อ 3 ในการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีทุจริตหรือฮั้วเลือก สว.

 

ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า ผู้ถูกฟ้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย คดีจึงอาจอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยระบุว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ขณะที่รัฐธรรมนูญรับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

 

การทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบจึงเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยจากประชาชน ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ถือเป็นผู้เสียหาย และมีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)

 

แม้มีกระบวนการให้ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คำวินิจฉัยระบุว่า เมื่อราษฎรเป็นผู้ฟ้องเอง คดีไม่อยู่ภายใต้ช่องทางพิเศษดังกล่าว และเมื่อจำเลยทั้ง 8 มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามกฎหมายจัดตั้งศาลฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

 

แนววินิจฉัยนี้แตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ วท. 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ของนางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งระบุว่า คดีที่ราษฎรฟ้อง กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

 

คำวินิจฉัยเดิมให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 กำหนดกระบวนการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้โดยเฉพาะ ต้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนก่อนส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ประกอบกับกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 5 และมาตรา 10 กำหนดอำนาจศาลและห้ามศาลอื่นรับคดีดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 กลุ่มผู้สมัคร สว.สำรองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยเดิม พร้อมขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนางมัณฑรี โดยกล่าวหาว่าอาจใช้อำนาจตามอำเภอใจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ข่าวล่าสุด

กากอุตสาหกรรมจ่อวิกฤต รัฐเร่งตรวจ 1,500 โรงงาน สกัดมลพิษถึงชุมชน

กากอุตสาหกรรมจ่อวิกฤต รัฐเร่งตรวจ 1,500 โรงงาน สกัดมลพิษถึงชุมชน