
กากอุตสาหกรรมจ่อวิกฤต รัฐเร่งตรวจ 1,500 โรงงาน สกัดมลพิษถึงชุมชน
ตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 337 แห่งใน 4 วัน พบฝ่าฝืนเงื่อนไข ใช้เครื่องจักรผิดแบบ ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน รัฐตั้งเป้าตรวจครบ 1,500 แห่ง เร่งคุมของเสียตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเป้าหมาย 1,500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นปัญหามลพิษจากของเสียอุตสาหกรรมไม่ให้ส่งผลกระทบถึงชุมชน
- ผลการตรวจสอบเบื้องต้นใน 337 โรงงาน พบการกระทำผิดหลายกรณี เช่น การใช้เครื่องจักรไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน และการไม่จัดส่งรายงานตามกฎหมาย
- กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้โรงงานที่กระทำผิดระงับการกระทำ ปรับปรุงแก้ไข หรือหยุดกิจการชั่วคราว เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
รัฐบาลเร่งตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 1,500 แห่ง สกัดมลพิษก่อนกระทบชุมชน
การจัดการกากอุตสาหกรรมกำลังเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาเมืองและภาคอุตสาหกรรม เมื่อของเสียจากโรงงานไม่ได้จบลงเพียงภายในพื้นที่ประกอบกิจการ แต่หากจัดการไม่ถูกต้องอาจกลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ส่งผลต่อดิน น้ำ และอากาศ ตลอดจนสุขภาพของประชาชนในชุมชนโดยรอบ
รัฐบาลจึงเดินหน้าตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ตั้งเป้าตรวจเข้ม 1,500 แห่ง เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและป้องกันการลักลอบจัดการของเสียผิดกฎหมาย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม
โดยระหว่างวันที่ 2–5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานใน 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ รวม 337 แห่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 1,500 แห่ง
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบการกระทำผิดและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุญาตในหลายกรณี โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต การไม่จัดส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด และระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
สำหรับมาตรการจัดการ กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 และมาตรา 39 ออกคำสั่งให้โรงงานระงับการกระทำผิด ปรับปรุงแก้ไข หรือหยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามลักษณะความผิด
พร้อมบังคับใช้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 52 และมาตรา 54 เพื่อควบคุมการจัดการวัตถุอันตรายให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
จากการตรวจโรงงานสู่การจัดการมลพิษเชิงระบบ
ประเด็นสำคัญของการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการค้นหาโรงงานที่กระทำผิด แต่ยังสะท้อนความท้าทายของการกำกับดูแลห่วงโซ่การจัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่การคัดแยก การขนส่ง ไปจนถึงการบำบัดและกำจัดขั้นสุดท้าย
เพราะหากขั้นตอนใดขาดการควบคุม ของเสียอาจหลุดออกจากระบบการจัดการที่ถูกต้อง และกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนในระยะยาว
ในมุมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การกำกับดูแลโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองที่ปลอดภัยและมีความสามารถในการรับมือกับมลพิษ โดยต้องอาศัยทั้งการตรวจสอบตามกฎหมาย ระบบติดตามข้อมูลการจัดการของเสีย และการติดตามผลการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการตรวจพบความผิดแล้วสิ้นสุดกระบวนการ
นางสาวลลิดาระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าตรวจสอบโรงงานให้ครบเป้าหมาย 1,500 แห่ง พร้อมติดตามโรงงานที่ได้รับคำสั่งทางปกครองให้ดำเนินการแก้ไขอย่างใกล้ชิด โดยจะรวบรวมผลการตรวจสอบ การออกคำสั่ง และการดำเนินคดีทั้งหมด เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2569
ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระดับชาติต่อไป
รัฐบาลยืนยันว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต้องไม่แลกกับความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะไม่ผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิด และติดตามการแก้ไขจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
แต่สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือผลการตรวจสอบโรงงานที่เหลืออีกกว่า 1,100 แห่ง รวมถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและติดตามการแก้ไขปัญหา
เพราะเป้าหมายของการจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ควรหยุดอยู่ที่การตรวจพบโรงงานผิดกฎหมาย แต่ต้องทำให้มั่นใจได้ว่าของเสียจะได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และไม่ถูกผลักภาระให้ประชาชนกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว







