
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ภัยเงียบเมือง! ชลบุรีพบอีก 3 บริษัทไร้ใบอนุญาต
เปิดปฏิบัติการปราบขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายในชลบุรี พบ 3 บริษัทไร้ใบอนุญาต อายัดเครื่องจักร จับต่างด้าว 15 คน เร่งขยายผลถึงต้นตอของเสียอันตรายก่อนกระทบชุมชน
KEY
POINTS
- เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพบ 3 บริษัทในจังหวัดชลบุรีลักลอบประกอบกิจการเกี่ยวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย
- มีการดำเนินคดี อายัดเครื่องจักรทั้งหมด และจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมายได้ 15 คนในสถานประกอบการดังกล่าว
- รัฐบาลสั่งการให้ขยายผลตรวจสอบเพื่อหาแหล่งที่มาของขยะอิเล็กทรอนิกส์และเส้นทางการจัดการของเสียอันตราย เพื่อป้องกันปัญหามลพิษ
ชลบุรีผงะ! บุกจับ 3 บริษัทลอบประกอบกิจการขยะอิเล็กทรอนิกส์ อายัดเครื่องจักร–รวบต่างด้าว 15 คน
รัฐบาลเดินหน้ากวาดล้างธุรกิจขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย หลังตรวจพบ 3 บริษัทในชลบุรีประกอบกิจการแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาต พร้อมอายัดเครื่องจักร จับกุมแรงงานต่างด้าว 15 คน และขยายผลตรวจสอบแหล่งที่มาของเสียอันตราย สะท้อนความท้าทายในการควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมและปกป้องสิ่งแวดล้อมชุมชน
การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการกำจัดซากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือการรีไซเคิลวัสดุมีค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมกิจการอุตสาหกรรม การตรวจสอบเส้นทางของเสียอันตราย และการป้องกันสารปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อดิน น้ำ และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีการลักลอบประกอบกิจการนอกระบบและไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย
ล่าสุด รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายผิดกฎหมาย หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสถานประกอบการในพื้นที่ตำบลธาตุทอง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 พบผู้ประกอบการ 3 บริษัทจากทั้งหมด 4 บริษัท ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ (ฉก.ควบคุมมลพิษ) เร่งตรวจสอบและขยายผลถึงต้นตอการกระทำผิด เพื่อป้องกันปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการบูรณาการภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
สำหรับการเข้าตรวจค้นในพื้นที่ตำบลธาตุทอง จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ประกอบด้วยชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ ตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี เทศบาลตำบลธาตุทอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานประกอบการตามหมายค้นรวม 4 บริษัท
ผลการตรวจสอบพบว่า มีเพียง 1 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง ส่วนอีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท รุ่ยเฟิง จำกัด บริษัท สโตนเทค จำกัด และบริษัท อี่หมิง จำกัด พบการประกอบกิจการเกี่ยวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย โดยในจำนวนนี้มี 2 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวทั้งหมด
เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีตามกฎหมายหลายส่วน โดยเทศบาลตำบลธาตุทองแจ้งความกล่าวโทษกรณีฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานและประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีแจ้งความกล่าวโทษกรณีตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พร้อมอายัดเครื่องจักรทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ ตำรวจยังจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายได้ 15 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 8 คน และสัญชาติลาว 7 คน
ขยายผลถึงต้นทาง สกัดปัญหาของเสียอันตรายหลุดจากระบบควบคุม
ประเด็นสำคัญหลังการตรวจค้นครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีกับสถานประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต แต่รัฐบาลยังต้องการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายและเส้นทางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อค้นหาว่าแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาแปรรูปมีแหล่งที่มาจากที่ใด รวมถึงมีการจัดการของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการอย่างถูกต้องหรือไม่
นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งแหล่งที่มาของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการของเสียอันตราย และความเชื่อมโยงของสถานประกอบการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ในมุมของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการส่งเสริมเทคโนโลยีรีไซเคิลหรือการเพิ่มจุดรับทิ้งขยะเท่านั้น แต่ต้องมีระบบกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การอนุญาตประกอบกิจการ การตรวจสอบวัตถุดิบและแหล่งที่มา ไปจนถึงการติดตามปลายทางของกากอุตสาหกรรม
เพราะหากขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปโดยไม่มีระบบควบคุมที่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงด้านมลพิษอาจไม่ได้หยุดอยู่ภายในโรงงาน แต่มีโอกาสขยายไปสู่พื้นที่ชุมชนและระบบนิเวศโดยรอบ
การตรวจสอบครั้งนี้จึงเป็นอีกบททดสอบของการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ว่ารัฐจะสามารถติดตามเส้นทางขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้าย พร้อมป้องกันไม่ให้กิจการนอกระบบสร้างภาระด้านมลพิษให้กับชุมชนได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้การลักลอบประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายสร้างความเสียหายต่อชุมชน โดยยึดความปลอดภัย สุขภาพของประชาชน และการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ







